สารบัญ
หลายๆท่านที่เป็นมนุษย์เงินเดือนอาจสงสัยว่าในแต่ละเดือนที่ได้รับเงินเดือน ทำไมจึงต้องถูกหักเงินเดือนเอาไว้บางส่วน ซึ่งเป็นการหักภาษีเงินเดือน ในวันนี้ทาง Build Me Up Consultant (BMU) จะมาอธิบายให้ฟังกันครับ
ทำไมบริษัทต้องหักภาษีเงินเดือน?
ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 50 ระบุเอาไว้ว่า “ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้
ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้ว คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น”
ดังนั้นหากจะสรุปว่า ทำไมจึงต้องหักภาษีเงินเดือน? เนื่องจากประมวลรัษฎากรได้มีข้อกำหนดเอาไว้นั่นเอง
ใครมีหน้าที่หักภาษีเงินเดือน
ตามมาตรา 50 ได้ระบุเอาไว้ว่า “ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน” ดังนั้นผู้มีหน้าที่หัก ณ ที่จ่ายก็คือนายจ้างผู้จ่ายเงินได้ให้แก่ลูกจ้างนั่นเอง
เงินเดือนเท่าไรโดนหักภาษี
ตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร ผู้ที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงทางเดียวและไม่มีค่าลดหย่อนพิเศษ หากมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไปหรือเกิน 120,000 บาทต่อปี จะมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี และหากมีเงินเดือนตั้งแต่ 26,583 บาทขึ้นไป จะเริ่มเข้าเกณฑ์การคำนวณที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
วิธีคำนวณการหักภาษีเงินเดือน
ตามที่ระบุเอาไว้ในประมวลรัษฎากรในวรรคก่อน สามารถแบ่งขั้นตอนในการคำนวณการหักภาษีเงินเดือนออกเป็นขั้นตอนได้ ดังนี้
- คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้ว
- คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48
- เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
ตัวอย่างการคำนวณการหักภาษีเงินเดือน
ก่อนที่จะมาดูตัวอย่างการคำนวณหักภาษีเงินเดือน สำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานผมแนะนำให้อ่านบทความนี้ให้เข้าใจก่อนครับ : ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคำนวณอย่างไร?
ยกตัวอย่างในการคำนวณเช่น นาย ก ได้รับเงินเดือน เดือนละ 200,000 บาท ต่อเดือน และรายละเอียดค่าลดหย่อนของนาย ก มีดังนี้
-
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
- ค่าลดหย่อนบิดา 30,000 บาท
- เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป 40,000 บาท
- ซื้อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ RMF เป็นจำนวน 20,000 บาท (RMF)
วิธีการคำนวณ
ขั้นตอนที่ 1
คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้ว
เงินเดือนของนาย ก ต่อปี = 200,000 x 12 = 2,400,000 บาท
เงินได้พึงประเมินทั้งปี คือ 2,400,000 บาท
ขั้นตอนที่ 2
-
- ในการหักค่าใช้จ่าย เงินได้พึงประเมินแต่ละประเภทนั้นจะหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน หากเป็นเงินได้ 40(1) จะหักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
ดังนั้น ในกรณีนี้นาย ก จะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งสิ้น 100,000 บาท
-
- ในการหักค่าลดหย่อน นาย ก สามารถหักค่าลดหย่อนรวมได้ที่
60,000 (ค่าลดหย่อนส่วนตัว) + 30,000 (ค่าลดหย่อนบิดา) + 40,000 (เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป) + 20,000 (RMF) = 150,000 บาท
ดังนั้น ในการหักค่าลดหย่อน นาย ก สามารถหักค่าลดหย่อนรวมได้ที่ 150,000 บาท
สรุป เงินได้สุทธิของนาย ก = เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน
เงินได้สุทธิของนาย ก = 2,400,000 – 100,000 – 150,000 = 2,150,000 บาท
หลังจากนั้นให้นำเอาเงินได้สุทธิของนาย ก ไปเข้าไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า สามารถสรุปได้ดังนี้
สรุปขั้นตอนที่ 2 คือ ภาษีที่นาย ก ต้องเสียของทั้งปีอยู่ที่ 410,000 บาท
ขั้นตอนที่ 3
เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
จากยอดภาษีที่คำนวณได้ในขั้นตอนที่ 2 คือ 410,000 บาท นำมาหารด้วยจำนวนคราวที่ต้องจ่ายคือ 12 เดือน ดังนั้นยอดที่ต้องหักภาษีเงินเดือนในแต่ละเดือนเอาไว้คือ 410,000 บาท / 12 = 34,166.67 บาท
ดังนั้น ในแต่ละเดือน นายจ้างจะจ่ายเงินให้นาย ก 200,000 – 34,166.67 = 165,833.33 บาท และนำยอดที่หักไว้ 34,166.67 บาท นำส่งสรรพากรในเดือนถัดไปด้วยแบบ ภงด.1
หักภาษีเงินเดือนต้องยื่นภาษีไหม?
ตามกฎหมายผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ตามที่กรมสรรพากรกำหนดมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ว่าจะมีรายได้สุทธิที่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีหรือไม่ก็ตาม เพราะในการหักภาษี ณ ที่จ่าย จากเงินเดือนพนักงานในแต่ละเดือนเป็นแค่การคำนวณภาษีเบื้องต้นเท่านั้น เพราะสุดท้ายแล้วในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ในแต่ละปี ผู้มีเงินได้ต้องระบุค่าลดหย่อนอื่นๆเพิ่มเติม หรือรวมรายได้จากทางอื่นเพื่อคำนวณภาษีที่ถูกต้อง
คำถามที่พบบ่อย(FAQ)
คำตอบ : โบนัสประจำปี ต้องถูกนำไปคำนวณเพื่อหักภาษีด้วยเสมอครับ เนื่องจากตามกฎหมายของกรมสรรพากร โบนัสถือเป็นรายได้พึงประเมินประเภทเดียวกับเงินเดือน (ตามมาตรา 40(1)) โดยบริษัทจะนำยอดของโบนัสไปรวมกับเงินเดือนทั้งปีเพื่อคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายครับ
คำตอบ : สามารถขอคืนภาษีได้ครับ หากเมื่อคำนวณภาษีสรุปยอดรวมทั้งปีแล้ว พบว่ายอดภาษีที่บริษัทหัก ณ ที่จ่ายไปในแต่ละเดือนสูงกว่ายอดภาษีจริงที่ต้องจ่ายตามกฎหมาย ผู้เสียภาษีสามารถทำเรื่องขอคืนเงินภาษีได้ผ่านการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี
คำตอบ : พนักงานทดลองงานหรือพนักงานรายวัน ต้องโดนหักภาษีเช่นเดียวกันครับหากรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากกรมสรรพากรพิจารณาจากฐานรายได้รวมทั้งปีเป็นหลัก โดยไม่ได้นำสถานะการทำงานมาเป็นเงื่อนไขในการยกเว้นภาษี
สรุป
นายจ้างมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินเดือนที่จ่ายให้แก่พนักงานเอาไว้ทุกเดือน และนำส่งสรรพากรเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย สำหรับขั้นตอนในการคำนวณมี 3 ขั้นตอนหลักๆคือ
- ให้นำเงินเดือนคูณจำนวนเดือนที่ต้องจ่ายในปีภาษีนั้นเพื่อหาเงินได้พึงประเมิน
- นำเงินได้พึงประเมินที่คำนวณได้มาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน และคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- นำตัวเลขภาษีที่คำนวณได้มาหารด้วยจำนวนเดือนที่ต้องจ่ายในปีภาษีนั้น ก็จะได้ตัวเลขภาษีที่ต้องหักออกจากเงินเดือนเอาไว้นั่นเอง
ทาง Build Me Up Consultant (BMU) หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทำให้เข้าใจเกี่ยวกับการหักภาษีเงินเดือนมากยิ่งขึ้นนะครับ
หากท่านใดยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ หักภาษีเงินเดือน สามารถติดต่อมาได้ โทร. 02-1251363 Facebook : Build Me Up Consultant Line : @bmu001

