อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน คือ อสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน หรืออาคาร หรือส่วนของอาคาร (ส่วนควบอาคาร) หรือทั้งที่ดินและอาคาร) ที่ถือครองโดยเจ้าของหรือโดยผู้เช่าภายใต้สัญญาเช่า เงินทุน เพื่อหาประโยชน์จากรายได้ค่าเช่า หรือจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าของสินทรัพย์หรือทั้งสองอย่าง
อย่างไรก็ตามหากเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้เพื่อใช้ในการผลิตหรือจัดหาสินค้าหรือให้บริการ หรือใช้ในการ บริหารงานของกิจการ หรือขายตามลักษณะการประกอบธุรกิจตามปกติจะถือเป็นที่ดิน ที่อยู่ในบัญชี ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ไม่ถือว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน
สินทรัพย์ไม่มีตัวตนเป็นสินทรัพย์อีกประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญต่องบการเงิน แต่หลายๆท่านอาจจะยังสงสัยว่าสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนจะมาอยู่ในงบการเงินได้อย่างไรเพราะมันไม่สามารถจับต้องได้ วันนี้ทาง Build Me Up Consultant (BMU) จะมาไขข้อสงสัยให้ฟังกัน
ทะเบียนทรัพย์สิน คือ รายงานที่แสดงรายละเอียดสินทรัพย์ถาวรที่กิจการมีไว้ในครอบครองและใช้ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งโดยปกติแล้วในทะเบียนทรัพย์สินจะมีแต่ สินทรัพย์ถาวร (ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์) ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 1 ปี หากเป็นสินทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่สินทรัพย์ถาวร เช่น เงินสด ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ จะถือเป็นบัญชีในสินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ ไม่ถือเป็นสินทรัพย์ถาวรและไม่อยู่ในทะเบียนทรัพย์สิน
ค่าเสื่อมราคาเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีความสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องมีการลงทุนในทรัพย์สินถาวรเป็นอย่างสูง ค่าเสื่อมราคาก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ตามคำจำกัดความของหลักบัญชี ค่าเสื่อมราคาจะเป็นมูลค่าเสื่อมสภาพของอาคารและอุปกรณ์ ที่จะต้องปันส่วนเป็นค่าเสื่อมราคาอย่างเป็นระบบตลอดอายุการใช้งานของสินทรัพย์
การเริ่มต้นทำธุรกิจเป็นก้าวสำคัญที่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ หนึ่งในคำถามแรกที่ผู้ประกอบการต้องตอบให้ได้คือ ธุรกิจคืออะไร มีกี่ประเภท และควรเลือกรูปแบบไหนให้เหมาะกับกิจการของตนเอง วันนี้ Build Me Up Consultant จะมาเจาะลึกประเภทของธุรกิจที่หลากหลาย เพื่อให้คุณเข้าใจความแตกต่างและตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ใช่ได้อย่างมั่นใจ ธุรกิจคืออะไร รู้จัก 2 มุมมองหลักในการแบ่งประเภทธุรกิจ ธุรกิจ คือ การดำเนินกิจกรรมเพื่อผลิตสินค้าหรือให้บริการโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างผลกำไร ซึ่งการจะตอบคำถามว่าธุรกิจมีกี่ประเภทนั้น สามารถแบ่งได้จากหลายมุมมอง แต่มุมมองหลักที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายและมีความสำคัญต่อการดำเนินงานและกฎหมายมี 2 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่ รูปแบบการจดทะเบียนทางกฎหมาย : เน้นสถานะทางกฎหมาย ความรับผิดชอบในหนี้สิน และโครงสร้างความเป็นเจ้าของ ลักษณะการดำเนินงาน : เน้นกิจกรรมหลักในการสร้างรายได้ ว่าเป็นการขายบริการ ขายสินค้า หรือผลิตสินค้า ประเภทธุรกิจตาม “รูปแบบการจดทะเบียนทางกฎหมาย” การเลือกรูปแบบจดทะเบียนบริษัทคือการกำหนดสถานะทางกฎหมายของกิจการ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความรับผิดชอบในหนี้สิน การเสียภาษี และความน่าเชื่อถือ การทำความเข้าใจว่านิติบุคคลมีกี่ประเภทจึงช่วยให้คุณเลือกประเภทธุรกิจที่เหมาะสมที่สุดได้ โดยรูปแบบที่พบบ่อยในไทย มีดังนี้ กิจการเจ้าของคนเดียว (Sole Proprietorship) เป็นประเภทธุรกิจที่เข้าใจง่ายที่สุด เพราะมีเจ้าของและผู้ลงทุนเพียงคนเดียว การตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่เจ้าของซึ่งต้องรับผิดชอบในหนี้สินของกิจการแบบไม่จำกัดจำนวน กำไรทั้งหมดเป็นของเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ความเสี่ยงต่ำ เช่น[…]
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาส หรือเจ้าของธุรกิจที่อยากวิเคราะห์คู่แข่ง การดูงบการเงินบริษัท ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องซับซ้อนและเข้าถึงยาก วันนี้ Build Me Up Consultant จะมาแนะแนวทางง่าย ๆ ในการเช็คผลประกอบการบริษัทผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อให้คุณสามารถดูผลประกอบการบริษัท และตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น งบการเงินคืออะไร รู้จัก 3 ส่วนประกอบหลักที่ต้องดู ก่อนจะไปถึงวิธีตรวจสอบงบการเงินบริษัท เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่างบการเงินคืออะไร โดยทั่วไปแล้ว งบการเงินคือรายงานสำคัญที่บริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลต้องจัดทำขึ้น อธิบายง่าย ๆ ก็คือรายงานที่สรุปภาพรวมทางการเงินของกิจการ ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งช่วยให้เห็นถึงสุขภาพและความมั่นคงของธุรกิจ โดยมีองค์ประกอบสำคัญที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ 3 ส่วนหลัก ดังนี้ งบฐานะการเงิน เป็นรายงานที่แสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งของบริษัท ณ วันใดวันหนึ่ง โดยจะบอกว่าบริษัทมี ‘สินทรัพย์’ (Assets) เช่น เงินสด ที่ดิน อาคาร สินค้าคงคลัง อยู่เท่าไหร่ และมี ‘หนี้สิน’ (Liabilities) ที่ต้องชำระคืนอยู่เท่าไหร่ รวมถึง ‘ส่วนของเจ้าของ’ (Equity) ซึ่งเป็นเงินทุนของบริษัทเอง ทำให้เราเห็นภาพรวมความมั่นคงของกิจการได้ชัดเจน[…]
การตัดสินใจปิดบริษัทหรือเลิกกิจการนับเป็นก้าวที่สำคัญและเต็มไปด้วยรายละเอียดทางกฎหมาย การเตรียมตัวที่ดีและเข้าใจขั้นตอนทั้งหมดจะช่วยให้กระบวนการราบรื่นและไร้ปัญหาตามมา Build Me Up Consultant ได้รวบรวมข้อมูลสำคัญมาให้ในวันนี้ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการทุกท่าน ตั้งแต่การเตรียมเอกสารไปจนถึงขั้นตอนการชำระบัญชีให้เสร็จสมบูรณ์ ปิดบัญชีบริษัทใช้เอกสารอะไรบ้าง? ต้องไปติดต่อกี่หน่วยงาน การปิดบริษัทไม่ได้จบแค่การยื่นเอกสารที่เดียว แต่ต้องติดต่อประสานงานกับหน่วยงานราชการหลัก 3 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งก็ต้องการเอกสารที่แตกต่างกัน การเตรียมเอกสารให้พร้อมจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ทุกอย่างรวดเร็วขึ้น ดังนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) คุณต้องมาติดต่อที่นี่เพื่อแจ้งการเลิกบริษัทและแจ้งเสร็จสิ้นกระบวนการชำระบัญชี ถือเป็นการสิ้นสุดสถานะนิติบุคคลของบริษัทอย่างเป็นทางการ เอกสารที่ต้องใช้ตอนจดทะเบียนเลิกบริษัท คำขอจดทะเบียนเลิก (แบบ ลช.1) รายการจดทะเบียนเลิก (แบบ ลช.2) สำเนารายงานการประชุมผู้ถือหุ้น ที่มีมติพิเศษให้เลิกบริษัท บัตรประชาชนของผู้ชำระบัญชี หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี) เอกสารที่ต้องใช้ตอนจดเสร็จชำระบัญชี แบบคำขอจดทะเบียนเลิก (แบบ ลช.1) รายงานการชำระบัญชี (แบบ ลช.3) รายการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี (แบบ ลช.5) งบการเงิน ณ วันเลิกบริษัท (หรือ งบการเงิน ณ วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนเลิกบริษัทก็ได้) รายละเอียดสมุดบัญชีและสรรพเอกสารทั้งหลาย (แบบ ลช.6) แบบรับรองการตรวจสอบบัญชีของกรมสรรพากร[…]
กิจการเจ้าของคนเดียว คือ ธุรกิจที่มีการบริหารงานและดำเนินการด้วยตัวเจ้าของเพียงคนเดียว ทั้งในเรื่องของการกำหนดกลยุทธ์องค์กร การขาย การซื้อ การรับเงิน การจ่ายชำระเงิน ดำเนินการโดยเจ้าของเพียงคนเดียวทั้งหมด ซึ่งในปัจจุบันเจ้าของคนเดียวยังไม่สามารถจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลได้
เกณฑ์คงค้าง (Accrual basis) คือ หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการบันทึกบัญชีและจัดทำงบการเงิน โดยการบันทึกบัญชีจะบันทึกรายการตามเกณฑ์คงค้าง ซึ่งจะเป็นการบันทึกบัญชีตามรายการที่เกิดขึ้นโดยไม่คำนึงว่าจะได้รับหรือจ่ายเงินแล้วหรือไม่ หลักการสำคัญของเกณฑ์คงค้างคือ
1. รายได้จากการขายสินค้า
2. รายได้จากการให้บริการ
3. ต้นทุนขาย
4. ค่าใช้จ่าย
ตั๋วเงินจ่าย (Notes payable) เป็นชื่อบัญชีที่นักบัญชีใช้กันในการบันทึกบัญชี และปรากฎในงบการเงิน บัญชีดังกล่าวเกิดจากการออก ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory notes) ที่บริษัทเป็นผู้ออก เพื่อเป็นหลักฐานในการชำระหนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการ โดยกิจการจะต้องจ่ายชำระเงินตามวันที่ระบุในตั๋วเงินจ่ายเมื่อครบกำหนด โดยจะมีการคำนวณดอกเบี้ยหรือไม่ก็ได้











