ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออะไร สรุปเกณฑ์ในการจด และวิธีคำนวณ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออะไร
icon รับทำบัญชี
icon ดูรีวิวจากลูกค้า
แก้ไขเรียบร้อยแล้วนะคะ BUM ให้บริการปรึกษาฟรี
icon ติดต่อ Line

ภาษีมูลค่าเพิ่มคือ (Value Added Tax หรือ VAT) ภาษีทางอ้อมที่เก็บจากมูลค่าส่วนเพิ่มของการขายสินค้า หรือการให้บริการในแต่ละขั้นตอน อัตราภาษีในปัจจุบันอยู่ที่ 7% โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนและนำส่งภาษีให้กรมสรรพากร แต่สำหรับหลายคนที่มีรายได้ หรือประกอบธุรกิจ แต่ยังไม่เข้าใจเรื่องภาษีดี Build Me Up Consultant จะมาอธิบายให้เอง

สรุปเนื้อหาสำคัญ

  • VAT คืออะไร : ภาษีที่เก็บจากฐานการบริโภค ไม่ใช่ฐานรายได้หรือกำไร
  • ใครต้องจด : ผู้ที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี หรือต้องการความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ
  • วิธีคำนวณ : ใช้สูตรภาษีที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ 
  • หน้าที่หลัก : ออกใบกำกับภาษี ทำรายงานภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน
หลักการในการเสียภาษีมูลค่าแบบทางอ้อม

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คือ การเรียกเก็บภาษีจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ โดยผู้ประกอบการทำหน้าที่เป็น “ผู้จัดเก็บ” แทนรัฐบาลผ่านการเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ซึ่งเป็นผู้รับภาระภาษีที่แท้จริง ระบบนี้ช่วยให้รัฐมีรายได้ไปพัฒนาประเทศ และยังช่วยให้ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนสามารถนำ “ภาษีซื้อ” ที่จ่ายไปมาหักลบกับ “ภาษีขาย” ได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการเสียภาษีเฉพาะส่วนมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจริงในกิจการของตนเอง

VAT แตกต่างจากภาษีประเภทอื่นอย่างไร 

 

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ฐานการคำนวณ

ยอดขายสินค้า/บริการ (Consumption)

กำไรสุทธิของบริษัท (Net Profit)

เงินได้สุทธิ (Net Income)

อัตราภาษี

คงที่ 7% (หรือ 0% สำหรับส่งออก)

20% (SME มีอัตราก้าวหน้า)

อัตราก้าวหน้า 5% – 35%

ลักษณะภาษี

ภาษีทางอ้อม (ผลักภาระให้ผู้ซื้อ)

ภาษีทางตรง (บริษัทจ่ายเอง)

ภาษีทางตรง (บุคคลจ่ายเอง)

ความถี่การยื่น

ยื่นทุกเดือน (ภ.พ.30)

ยื่นรายครึ่งปี และรายปี

ยื่นรายครึ่งปี และรายปี

ใครบ้างที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

การรู้ว่าใครต้องจด VAT คืออะไร ที่ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบสถานะของตนเองอย่างสม่ำเสมอ โดยเกณฑ์สำคัญคือ “ยอดรายรับ” ไม่ใช่ “กำไร” หากคุณมียอดขายขยับเข้าใกล้เกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ควรเริ่มมองหา บริการรับทำบัญชี เพื่อวางระบบเอกสารให้พร้อมก่อนเข้าสู่ระบบอย่างเต็มตัว

  • ผู้ที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี : ต้องจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายได้ถึงเกณฑ์
  • ผู้ที่ต้องการจดทะเบียนโดยสมัครใจ : แม้รายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท แต่ต้องการจดเพื่อความน่าเชื่อถือหรือเพื่อใช้ภาษีซื้อหักลบภาษีขาย
  • ผู้นำเข้าสินค้า : ต้องเสีย VAT จากการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร

กรณีที่ต้องจด VAT

เมื่อรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท ภาษีมูลค่าเพิ่มคือ หน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องเร่งดำเนินการ หากล่าช้าจะมีโทษปรับทั้งทางแพ่งและทางอาญา การจด VAT ช่วยให้บริษัทดูมีความเป็นมืออาชีพในสายตาคู่ค้ารายใหญ่ และยังเป็นประตูสู่การขยายธุรกิจที่มีมาตรฐานสากล ซึ่ง Build Me Up Consultant พร้อมดูแลคุณด้วยระบบบัญชีดิจิทัลที่แม่นยำ

ธุรกิจที่ได้รับการยกเว้น VAT

มีบางกิจการที่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย แม้รายได้จะเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เช่น

  • การขายพืชผลทางการเกษตร สัตว์มีชีวิต ปุ๋ย และอาหารสัตว์
  • การขายหนังสือ พิมพ์ นิตยสาร หรือตำราเรียน
  • การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร (ยกเว้นทางอากาศและเรือเดินทะเล)
  • การให้บริการการศึกษาและการรักษาพยาบาล

วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

หลักการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง

หัวใจหลักของการคำนวณ VAT ที่ง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด คือการหาผลต่างระหว่างภาษีที่เก็บมาและภาษีที่จ่ายไป โดยใช้สูตรมาตรฐาน ดังนี้

  • ภาษีที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ

ตัวอย่างการคำนวณ VAT

เพื่อให้เห็นภาพ ลองดูตัวอย่างนี้ในการคำนวณกัน 

  • บริษัท A ขายสินค้าในเดือนนั้นได้ 100,000 บาท เรียกเก็บ VAT 7% = 7,000 บาท (ภาษีขาย)
  • บริษัท A ซื้อวัตถุดิบในเดือนนั้น 50,000 บาท จ่าย VAT 7% = 3,500 บาท (ภาษีซื้อ)
  • ภาษีที่ต้องนำส่งกรมสรรพากร = 7,000 – 3,500 = 3,500 บาท

ภาษีขายและภาษีซื้อคืออะไร

  • ภาษีขาย (Output VAT) : ภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ
  • ภาษีซื้อ (Input VAT) : ภาษีที่ผู้ประกอบการจ่ายให้ผู้ขายรายอื่นเมื่อซื้อสินค้าหรือรับบริการมาใช้ในกิจการ โดยต้องมีใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบจึงจะนำมาหักลบได้

ขั้นตอนการจดทะเบียน VAT

การจดทะเบียนเข้าสู่ระบบ ภาษีมูลค่าเพิ่มคือ ขั้นตอนที่ต้องเตรียมความพร้อมในด้านเอกสารและสถานที่ตั้ง โดยมีขั้นตอนหลัก ดังนี้

  1. ตรวจสอบรายได้ : เช็กรายรับรวมย้อนหลัง 12 เดือน หากเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจดทะเบียนภายใน 30 วันนับจากวันที่ยอดถึงเกณฑ์ หรือจดล่วงหน้าแบบสมัครใจเพื่อความน่าเชื่อถือ
  2. เตรียมเอกสาร : จัดเตรียมแบบ ภ.พ. 01, หนังสือรับรองนิติบุคคล (ไม่เกิน 6 เดือน), บัตรประชาชนกรรมการ, สัญญาเช่าที่ตั้ง และแผนที่ประกอบกิจการให้ครบถ้วนตามระเบียบสรรพากร
  3. ยื่นคำขอจดทะเบียน : เลือกยื่นผ่านระบบ e-Registration บนเว็บไซต์กรมสรรพากรซึ่งสะดวกรวดเร็วที่สุด หรือยื่นด้วยตนเอง ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
  4. รับใบ ภ.พ. 20 : เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลและสถานที่ตั้งเสร็จสมบูรณ์ จะได้รับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการออกใบกำกับภาษีและแสดงไว้ ณ สำนักงาน

เอกสารที่ต้องใช้ในการจด VAT

เอกสารประกอบการจด Vat

เอกสารที่ต้องเตรียมให้พร้อม ได้แก่

  • สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล
  • สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของกรรมการ
  • สัญญาเช่าที่ตั้งหรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่
  • แผนที่ตั้งโดยสังเขปและรูปภาพสถานประกอบการ

จด VAT ออนไลน์ได้หรือไม่

ปัจจุบันคุณสามารถจดทะเบียน VAT ออนไลน์ได้ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร (e-Registration) ซึ่งสะดวกและรวดเร็วมาก หากคุณมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริษัทในอนาคต อย่าลืมอัปเดตข้อมูลในระบบภาษีให้ถูกต้องอยู่เสมอ

วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

หลักการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งมีดังนี้

หน้าที่หลังจดทะเบียน VAT มีอะไรบ้าง

การเข้าใจว่าภาษีมูลค่าเพิ่มคือภาระหน้าที่ที่ต้องจัดการ นอกจากนี้นายจ้างยังมีหน้าที่หลักเพิ่มเติม ได้แก่

การออกใบกำกับภาษี

ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือรับเงิน เพื่อเป็นหลักฐานให้ลูกค้าและใช้ในการจัดทำรายงานภาษีขายของตนเอง

การยื่น ภ.พ.30

ต้องสรุปยอดภาษีซื้อ-ภาษีขาย และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 23 กรณีออนไลน์) แม้เดือนนั้นจะไม่มีรายได้ก็ต้องยื่นยอดเป็นศูนย์ เพื่อป้องกันค่าปรับ หากธุรกิจของคุณเริ่มมีพนักงานมากขึ้น

การจัดทำรายงานภาษีซื้อภาษีขาย

ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายเก็บไว้ที่สถานประกอบการ เพื่อรอการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่สรรพากร โดยต้องมีรายละเอียดใบกำกับภาษีครบถ้วนตามจริง

ข้อควรระวังในการทำ VAT

มีจุดเสี่ยงหลายอย่างที่อาจทำให้นายจ้างต้องเสียค่าปรับจำนวนมากหากไม่ระมัดระวัง และนี่คือข้อควรระวังในจุดต่าง ๆ ของการยื่นเสียภาษีของนายจ้าง 

ยื่นภาษีล่าช้า

การยื่นแบบ ภ.พ.30 ล่าช้าเพียงวันเดียวก็มีโทษปรับทางอาญา 500 บาท และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษีที่ต้องชำระ จึงเป็นเรื่องที่ห้ามละเลยเด็ดขาด เพราะเสี่ยงจ่ายค่าปรับก้อนใหญ่โดยไม่จำเป็น

ใช้ภาษีซื้อผิดประเภท

นายจ้างต้องระวัง “ภาษีซื้อต้องห้าม” เช่น ภาษีจากค่ารับรองลูกค้า หรือภาษีที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตให้นำมาหักลบ การนำภาษีเหล่านี้มาใช้อาจทำให้ถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ 1-2 เท่า จึงควรปรึกษาสำนักงานบัญชีเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม ว่ามีรายการใดบ้างที่นำมาใช้ได้จะช่วยเซฟต้นทุนให้บริษัทได้จริง

ออกใบกำกับภาษีผิด

การระบุรายละเอียดไม่ครบถ้วนหรือเขียนชื่อลูกค้าผิด อาจทำให้ใบกำกับภาษีนั้นใช้งานไม่ได้ การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลนิติบุคคลของคู่ค้าจึงสำคัญมาก หากบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลสำคัญ ควรแจ้งคู่ค้าและใช้อัปเดตฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

สรุปภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการควรรู้

โดยสรุปแล้ว การทำความเข้าใจว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร ไม่ใช่เพียงช่วยในเรื่องของการเสียภาษีเท่านั้น แต่คือการสร้างระบบการทำงานที่โปร่งใส และน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจของคุณ เพราะเมื่อธุรกิจก้าวเข้าสู่ระบบ VAT แล้ว นายจ้างจะมีหน้าที่จัดการเอกสาร และยื่นแบบให้ถูกต้องตรงเวลาทุกเดือน เพื่อหลีกเลี่ยงภาระค่าปรับที่อาจส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัท

Build Me Up Consultant พร้อมสนับสนุนให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างมั่นคงด้วยเทคโนโลยีบัญชีดิจิทัล เรายินดีดูแลทั้งบริการรับทำบัญชีเพื่อจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างแม่นยำ รวมถึงบริการทำสลิปเงินเดือนที่ช่วยให้นายจ้างจัดการทรัพยากรบุคคลได้อย่างเป็นระบบ และหากต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริษัทเรายังมี บริการแก้ไขข้อมูลนิติบุคคลที่ครบวงจร ให้คุณโฟกัสกับการบริหารงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีที่ซับซ้อน ติดต่อสอบถามบริการเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 021251363 Facebook : Build Me Up Consultant Line : @bmu001

คำถามที่พบบ่อยในการจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

มีสินค้าและบริการหลายประเภทที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย เช่น พืชผลทางการเกษตรที่ยังไม่แปรรูป สัตว์มีชีวิต ปุ๋ย หนังสือเรียน ค่ารักษาพยาบาล และบริการขนส่งในประเทศ เป็นต้น

ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน แต่สามารถยื่นขอจดทะเบียนโดยสมัครใจได้ ซึ่งมีข้อดีคือสามารถออกใบกำกับภาษีให้กับลูกค้า และสามารถนำภาษีซื้อมาหักลบได้ เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องซื้อวัตถุดิบหรือสินค้าที่มี VAT จำนวนมาก หรือมีลูกค้าเป็นบริษัทที่ต้องการใบกำกับภาษี

สามารถขอถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ หากกิจการมีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือเมื่อมีการเลิกประกอบกิจการ

ควรรีบยื่นแบบ ภ.พ. 30 พร้อมชำระภาษี (ถ้ามี) โดยเร็วที่สุด ผ่านช่องทางออนไลน์หรือที่สำนักงานสรรพากร แม้จะเกินกำหนดเวลาแล้วก็ตาม ซึ่งจะต้องชำระค่าปรับและเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนด การยื่นล่าช้ายิ่งนาน ค่าปรับก็จะยิ่งสูงขึ้น

กฎหมายได้กำหนด “ภาษีซื้อต้องห้าม” ที่ไม่สามารถนำมาหักลบได้ ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น ภาษีซื้อที่เกิดจากค่ารับรองแขก ภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน และภาษีซื้อที่ไม่มีใบกำกับภาษี หรือใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องสมบูรณ์

ธุรกิจขายสินค้าต้องออกใบกำกับภาษีทันทีเมื่อส่งมอบสินค้าหรือโอนกรรมสิทธิ์ แม้จะยังไม่ได้รับชำระเงินก็ตาม ส่วนธุรกิจบริการจะออกใบกำกับภาษีได้ต่อเมื่อได้รับชำระเงินค่าบริการแล้วเท่านั้น การออกผิดจุดอาจส่งผลต่อความถูกต้องของรายงานภาษี

อัตรา 0% (มักใช้กับการส่งออก) ถือว่าอยู่ในระบบ VAT นายจ้างจึงมีสิทธินำภาษีซื้อที่เกิดขึ้นมาขอคืนได้ทั้งหมด แต่กลุ่มที่ได้รับ “ยกเว้น” (เช่น ขายพืชผลหรือหนังสือ) จะไม่อยู่ในระบบ VAT จึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีขายและไม่สามารถนำภาษีซื้อมาขอคืนหรือหักลบใด ๆ ได้

นายจ้างจะไม่มี “ภาษีซื้อ” มาใช้หักลบออกจากภาษีขาย ทำให้ในเดือนนั้นบริษัทอาจต้องควักเงินจ่ายภาษีขายให้กรมสรรพากรเต็มจำนวนโดยไม่มีตัวช่วยลดหย่อน ดังนั้นการเลือกซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT เหมือนกันจะช่วยให้บริหารต้นทุนภาษีได้ดีกว่า

สินค้าขาดจากรายงานโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร กฎหมายถือว่าเป็นการ “ขาย” ทันที นายจ้างต้องนำมูลค่าสินค้าที่ขาดหายไปนั้นมาคำนวณเป็นภาษีขายเพื่อนำส่งกรมสรรพากรให้ครบถ้วน 

This site uses cookies to offer you a better browsing experience. By browsing this website, you agree to our use of cookies.