สารบัญ
ค่าลดหย่อนภาษี คืออะไร?
ค่าลดหย่อนภาษี คือ สิทธิประโยชน์ทางกฎหมายที่รัฐบาลได้ทำขึ้นเพื่อให้ผู้ที่เสียภาษีสามารถนำรายการต่างๆมาหักจากเงินได้พึงประเมินเพื่อคำนวณเงินได้สุทธิในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งการหักค่าลดหย่อนจะทำให้เราเสียภาษีเงินได้ลดลง ดังนั้นในการวางแผนภาษีเราจึงควรหาค่าลดหย่อนมาหักออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยที่ไม่สร้างภาระทางการเงินที่มากจนเกินไป
สิทธิลดหย่อนภาษีมีกลุ่มไหนบ้าง
ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว
- ค่าลดหย่อนส่วนตัวหักได้ 60,000 บาท ต่อปี
- ค่าลดหย่อนคู่สมรสหักได้ 60,000 บาท (กรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้หรือมีเงินได้แต่ไม่ได้แยกคำนวณภาษี และกฎหมายอนุญาตให้มีได้สูงสุด 1 คน) ต่อปี
- ค่าลดหย่อนบุตรหักได้ 30,000 บาท ต่อปี หากมีลูกคนที่ 2 ที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป สามารถหักค่าลดหย่อนลูกคนที่ 2 เป็นต้นไปได้คนละ 60,000 บาท ต่อปี
- ค่าลดหย่อนบิดา มารดา หักได้คนละ 30,000 บาทต่อปี ซึ่งมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้
-
- เราเป็นลูกแท้ๆที่ถูกต้องตามกฎหมาย (ลูกบุญธรรมไม่มีสิทธิ์)
- พ่อ แม่ จะต้องมีอายุครบหรือเกินกว่า 60 ปี ในรอบปีการเสียภาษี
- พ่อแม่อยู่ในความดูแลของเรา
- พ่อ แม่ มีรายได้ตลอดทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท
- พ่อ หรือ แม่ คนใดคนหนึ่งต้องอยู่ในไทยเกิน 180 วัน ในปีภาษีนั้น
- หาก พ่อ แม่ มีลูกหลายคน ตอนใช้สิทธิ์ ลูกต้องตกลงกันก่อนว่าใครจะใช้สิทธิ์ของใคร เนื่องจากพ่อหรือแม่ 1 คน เท่ากับ 1 สิทธิ์เท่านั้นไม่สามารถแบ่งได้
-
- ค่าลดหย่อนผู้พิการหรือทุพพลภาพหักได้ 60,000 บาทต่อปี สำหรับผู้ที่ดูแลผู้พิการหรือทุพพลภาพนั้น
- ลดหย่อนค่าฝากครรภ์และคลอดบุตรหักได้ ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 60,000 บาท
-
- หากมีลูกแฝดจะถือว่าเป็นครรภ์เดียว
- หากสามี ภรรยา แยกยื่นภาษี ภรรยาสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนนี้ได้คนเดียวเท่านั้น
-
ค่าลดหย่อนกลุ่มประกันและการลงทุน
- ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตทั่วไป / เงินฝากแบบมีประกันชีวิต หักได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ยกตัวอย่างประกันประเภทดังกล่าว เช่น ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์/สะสมทรัพย์, ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา, ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ, เงินฝากแบบมีประกันชีวิต เป็นต้น ส่วนกรณีเบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไปของคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ หักลดหย่อนได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท
- ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพบิดา มารดา หักได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท
- ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพตนเอง หักได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไปแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท
- ค่าลดหย่อนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน / กบข. หักได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 15% ของเงินเดือน แต่หากเป็นกรณี กบข.จะได้สูงสุด 30% ของเงินเดือน และเมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน 500,000 บาท
- ค่าลดหย่อนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หักได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และเมื่อรวมกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน / กบข. แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
- ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ หักได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน / กบข. / RMF แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
- ค่าลดหย่อนเงินประกันสังคม หักได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 9,000 บาท
- ค่าลดหย่อนกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) หักได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท และเมื่อรวมกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน / กบข. / RMF และ เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
- ค่าลดหย่อนเงินลงทุนในธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social enterprise) หักได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท
- ค่าลดหย่อนกองทุนไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) หักได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 300,000 บาท
- ค่าลดหย่อนกองทุนไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thai ESGX) หักได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 300,000 บาท
ค่าลดหย่อนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์
- ค่าลดหย่อนดอกเบี้ยจากการซื้อที่อยู่อาศัย หักได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท
- ค่าลดหย่อนค่าสร้างบ้านใหม่ ที่ได้ทำสัญญาจ้างและดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2568 หักได้ 10,000 บาท ต่อจำนวนค่าก่อสร้างบ้านใหม่ที่จ่ายจริงทุก 1 ล้านบาท แต่รวมแล้วไม่เกิน 100,000 บาท
ค่าลดหย่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ
- ค่าลดหย่อน Easy E-Receipt 2.0 (2568) เฉพาะการซื้อสินค้าหรือบริการที่มีใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax invoice) และใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) หักค่าลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 50,000 บาทตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2568 – 28 กุมภาพันธ์ 2568
ค่าลดหย่อนกลุ่มเงินบริจาค
- ค่าลดหย่อนเงินบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬา การพัฒนาสังคม และโรงพยาบาลรัฐ หักได้ 2 เท่าของเงินบริจาคตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อนตั้งแต่ข้อ 1 ถึง 21
- เงินบริจาคทั่วไป (ให้แก่วัด สถานศึกษาของราชการ องค์การของรัฐบาล สถานศึกษาเอกชน องค์กรการกุศล) หักได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนอื่นๆ
- ค่าลดหย่อนเงินบริจาคพรรคการเมือง หักได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1.ซื้อประกันชีวิตหรือกองทุนรวมไว้ตอนปลายปี จะใช้สิทธิลดหย่อนของปีไหน?
คำตอบ : หากมีการซื้อประกันชีวิตหรือกองทุนไว้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม ของปีนั้นๆสามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้เลยครับโดยต้องยื่นแบบช่วงต้นปีถัดไป
Q2.สามีภรรยาต่างคนต่างมีรายได้ ควรแยกยื่นหรือรวมยื่นภาษีดีกว่ากัน?
คำตอบ : โดยส่วนมากมักจะ แยกกันยื่นมากกว่าครับ เนื่องจากการยื่นแยกสามารถหักหักค่าใช้จ่ายและใช้สิทธิค่าลดหย่อนส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ และการที่ยื่นกันแยกทำให้ฐานเงินรายไม่สูงเกินไปจนอยู่ในระดับที่ต้องเสียภาษีอีกด้วย อย่างไรก็ตามจะมีบางกรณีที่รวมยื่นแล้วคุ้มกว่า นั่นคือกรณีที่สามีหรือภรรยาคนใดคนหนึ่งไม่มีรายได้ หรือมีรายได้น้อยมากๆ ก็รวมยื่นจะทำให้ คนที่มีรายได้สามารถนำเอาค่าลดหย่อนของอีกคนมาหักเพิ่มเติมได้
Q3.พ่อแม่มีรายได้ เช่น รับบำนาญเดือนละ 3,000 บาท จะนำมาลดหย่อนภาษีได้ไหม?
คำตอบ : ไม่ได้ครับ เนื่องจากค่าลดหย่อนบิดามารดาจะมีเงื่อนไขคือ พ่อหรือแม่ต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ตลอดทั้งปี ไม่เกิน 30,000 บาท หากทางพ่อหรือแม่ได้รับเงินบำนาญเดือนละ 3,000 บาท เท่ากับว่าจะได้เงินบำนาญรวม 36,000 บาทต่อปี เพราะฉะนั้นจึงถือว่ามีรายได้เกินเกณฑ์30,000บาท จึงทำให้ไม่สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนได้ครับ
สรุป
การวางแผนเรื่อง การหักค่าลดหย่อนภาษีนั้นเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้เราเสียภาษีน้อยลงและยังสามารถเพิ่มโอกาสให้เราได้รับเงินคืนภาษี ฉะนั้นการทำเข้าใจเงื่อนไขและอัปเดตข้อมูลสิทธิประโยชน์ให้ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะจะช่วยให้เราสามารถเตรียมตัวยื่นภาษีได้ครบถ้วน ตรงเวลา และรักษาประโยชน์ทางการเงินได้อีกด้วย
หากท่านใดยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการหักค่าลดหย่อนภาษี ติดต่อมาได้ โทร. 021251363 Facebook : Build Me Up Consultant Line : @bmu001
เขียนโดย (Author)
คุณ ธเณศ เฮงตระกูลสิน
ตำแหน่ง : CEO บริษัท บิลด์มีอัพ คอนซัลแทนท์ จำกัด
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เลขทะเบียน 10228
ประสบการณ์ : ผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบบัญชี สำนักงานสอบบัญชี EY (Big4)
ผู้ผ่านการทดสอบ หลักสูตรประกาศนียบัตรการรายงานทางการเงินไทย (DipTFR)
ปริญญาตรี : คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปริญญาโท : คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ หลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน Nida (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง)

