ภาษีทางอ้อม อธิบายให้เข้าใจง่ายภายใน 1 นาที

ปกบทความภาษีทางอ้อม อธิบายให้เข้าใจง่ายภายใน 1 นาที
icon รับทำบัญชี
icon ดูรีวิวจากลูกค้า
แก้ไขเรียบร้อยแล้วนะคะ BUM ให้บริการปรึกษาฟรี
icon ติดต่อ Line

สารบัญ

  1. ภาษีทางอ้อมคืออะไร?
  2. ลักษณะสำคัญของภาษีทางอ้อม
  3. ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีทางอ้อม
  4. ความแตกต่างระหว่างภาษีทางอ้อม VS ภาษีทางตรง
  5. สรุป

ภาษีทางอ้อมคืออะไร?

ภาษีทางอ้อม คือ ภาษีที่รัฐบาลเรียกเก็บจากผู้ผลิต ผู้ขาย หรือผู้ให้บริการ แต่ภาระในการจ่ายภาษีที่แท้จริงนั้นจะถูกผลักไปให้แก่ผู้บริโภค ผ่านราคาสินค้าและบริการที่เราซื้อนั้น หรือพูดง่ายๆคือ คนที่จ่ายภาษีให้กับรัฐโดยตรง (เช่น ผู้ผลิต ผู้ขาย หรือผู้ให้บริการ) ไม่ใช่คนที่แบกรับภาระภาษีตัวจริง (ผู้บริโภค) เราจึงเรียกภาษีประเภทดังกล่าวว่าภาษีทางอ้อม

ลองดูตัวอย่างเพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติมภาพตามนี้:

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): เวลาเราซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆจากผู้ประกอบการที่จด Vat จะมีภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% รวมแฝงอยู่ในราคาขายแล้ว และผู้ขายมีหน้าที่นำส่งภาษีขายส่วนนี้ให้กับรัฐ แต่จริงๆ แล้วคนรับภาระภาษีคือที่แท้จริงก็คือผู้บริโภคที่เป็นผู้ซื้อ ยกตัวอย่าง เช่น บริษัท A ขายสินค้าในราคา 100 บาท เมื่อบริษัท A จด Vat แล้วต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมที่ 7% เป็นราคา 107 บาท จากลูกค้าที่เป็นผู้บริโภค ภาษีที่เก็บมา 7 บาท ก็จะต้องนำส่งให้กรมสรรพากรในเดือนถัดไป ในตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่าถึงแม้ว่าบริษัท A จะเป็นผู้จ่ายภาษี 7 บาทให้สรรพากร แต่ผู้แบกรับภาระภาษีที่แท้จริงก็คือผู้บริโภคนั่นเอง
  • ภาษีสรรพสามิต: เป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าบางประเภท เช่น สุรา ยาสูบ น้ำมัน รถยนต์ ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าจะเป็นผู้เสียภาษีให้กับรัฐ แต่ราคาสินค้าเหล่านี้ก็จะบวกภาษีสรรพสามิตเข้าไป ทำให้ผู้บริโภคเป็นผู้จ่ายในที่สุด
  • ภาษีศุลกากร: เป็นภาษีที่เก็บจากการนำเข้าและส่งออกสินค้า ผู้ประกอบการนำเข้าหรือส่งออกจะเป็นผู้เสียภาษี แต่ต้นทุนภาษีนี้ก็จะถูกรวมเข้าไปในราคาสินค้า ทำให้ผู้บริโภคสินค้าที่นำเข้าต้องแบกรับภาระภาษีส่วนนี้

ลักษณะสำคัญของภาษีทางอ้อม

  • ผู้มีหน้าที่เสียภาษีกับผู้แบกรับภาระภาษีเป็นคนละคนกัน: ผู้ผลิต ผู้ขาย หรือผู้ให้บริการเป็นผู้จ่ายภาษีให้แก่รัฐ แต่ผู้บริโภคเป็นผู้รับภาระภาษีตัวจริง
  • มุ่งเน้นไปที่การบริโภคและการใช้จ่าย: ภาษีจะเกิดขึ้นเมื่อมีการซื้อขายสินค้าและบริการ
  • ผลักภาระภาษีได้: ผู้ประกอบการสามารถบวกภาษีเข้าไปในราคาสินค้าและบริการได้ เป็นการผลักภาระภาษีไปให้แก่ผู้บริโภค

ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีทางอ้อม

ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีทางอ้อม โดยตรงต่อรัฐบาล คือ ผู้ผลิต ผู้ขาย หรือผู้ให้บริการแต่ที่สำคัญคือ ภาระในการจ่ายภาษีนั้นจะถูกผลักไปให้ผู้บริโภค ที่ซื้อสินค้าหรือบริการเหล่านั้นอีกทีหนึ่ง

ลองแยกตามประเภทของภาษีทางอ้อมเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้นกันครับ

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): ผู้ที่มีหน้าที่นำส่งภาษี VAT ให้กับกรมสรรพากรคือ ผู้ขาย ผู้ให้บริการที่เป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ผู้ที่จ่ายภาษี VAT จริงๆ คือ ผู้บริโภค ที่ซื้อสินค้าหรือบริการ
  • ภาษีสรรพสามิต: ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตให้กับกรมสรรพสามิตคือ ผู้ผลิตสินค้า (เช่น โรงงานสุรา โรงงานยาสูบ โรงกลั่นน้ำมัน) หรือ ผู้นำเข้าสินค้า ที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีสรรพสามิต แต่ภาระภาษีจะถูกรวมเข้าไปในราคาสินค้า ทำให้ในท้ายที่สุดผู้บริโภคเป็นผู้แบกรับภาระภาษีตัวนี้
  • ภาษีศุลกากร: ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีศุลกากรให้กับกรมศุลกากรคือ ผู้นำเข้าสินค้า หรือ ผู้ส่งออกสินค้า ซึ่งในบางกรณี แต่ต้นทุนภาษีนี้มักจะถูกรวมเข้าไปในราคาสินค้า ทำให้ ผู้บริโภคสินค้าที่นำเข้าต้องแบกรับภาระ เป็นต้น

ความแตกต่างระหว่างภาษีทางตรง VS ภาษีทางอ้อม

ภาษีทางตรง และ ภาษีทางอ้อมนั้นมีความแตกต่างกันหลายประการ สามารถสรุปได้ดังนี้

  1. ภาษีทางตรงเป็นภาษีที่ผู้เสียภาษีกับผู้รับภาระภาษีเป็นบุคคลเดียวกัน ส่วนภาษีทางอ้อมเป็นภาษีที่ผู้เสียภาษีกับผู้รับภาระภาษีที่แท้จริงเป็นคนละบุคคลกัน
  2. การรับรู้ทางภาษี ผู้รับภาระภาษีทางตรงจะรับทราบอย่างชัดเจนว่าฐานภาษีและภาษีที่ตัวเองต้องเสียเป็นเท่าไหร่ แต่หากว่าเป็นภาษีทางอ้อมผู้รับภาระภาษีมักจะไม่ทราบว่ามีภาระภาษีแฝงอยู่ในมูลค่าสินค้าและบริการเป็นจำนวนเท่าไหร่
  3. การผลักภาระภาษี ในส่วนภาษีทางตรงผู้เสียภาษีจะไม่สามารถผลักภาระภาษีไปให้คนอื่นได้ แต่ภาษีทางอ้อม ผู้เสียภาษีจะสามารถผลักภาระภาษีไปให้คนอื่นได้ เช่น ผู้บริโภค เป็นต้น
  4. ตัวอย่างภาษีทางตรง เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีมรดก ส่วนภาษีทางอ้อมยกตัวอย่างเช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต เป็นต้น
  5. การจัดเก็บภาษี หากเป็นภาษีทางตรง จะจัดเก็บเป็นงวดตามรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (เช่น รายปี) หากเป็นภาษีทางอ้อม ส่วนใหญ่จะจัดเก็บ ณ จุดที่มีการซื้อขายสินค้าและบริการ
ความแตกต่างระหว่างภาษีทางตรง VS ภาษีทางอ้อม By BMU

สรุป

ภาษีทางอ้อม เป็น ภาษีที่รัฐบาลเรียกเก็บจากผู้ผลิต ผู้ขาย หรือผู้ให้บริการ แต่ภาระในการจ่ายภาษีที่แท้จริงนั้นจะถูกผลักไปให้แก่ผู้บริโภค ผ่านราคาสินค้าและบริการที่เราซื้อนั่น ยกตัวอย่างเช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต เป็นต้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses cookies to offer you a better browsing experience. By browsing this website, you agree to our use of cookies.