สารบัญ
e-Tax invoice คืออะไร? ทำความรู้จักกับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์
โดยปกติแล้วผู้ประกอบการที่จด Vat จะต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อจุดความรับผิด (Tax point) เกิดขึ้น เช่น เมื่อส่งมอบสินค้า หรือเมื่อได้รับชำระเงินเป็นต้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ผู้ประกอบการจะออกใบกำกับภาษีในรูปแบบกระดาษ อย่างไรก็ตามจริงๆแล้วใบกำกับภาษีนั้นสามารถออกเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ก็ได้เช่นเดียวกัน เราเรียกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้ว่า e-Tax Invoice
e-Tax Invoice (ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์) คือ ใบกำกับภาษีที่ได้มีการจัดทำในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ แทนการจัดทำในรูปแบบกระดาษแบบเดิม โดยมีข้อมูลรายละเอียดเหมือนกับใบกำกับภาษีแบบกระดาษทุกประการ แต่มีความแตกต่างกันในรูปแบบการจัดทำ การนำส่ง และการจัดเก็บ
ตารางสรุปความแตกต่าง ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) กับ ใบกำกับภาษีกระดาษ
ใครบ้างที่ต้องทำ e-Tax Invoice?
ผู้ประกอบการทุกรายที่ทำการ จดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา ไม่จำกัดขนาดรายได้ จะต้องมีหน้าที่ในการออกใบกำกับภาษีให้กับลูกค้า โดยสามารถเลือกออกแบบ e-Tax Invoice หรือจะเป็นในรูปแบบของกระดาษก็ได้ เพราะปัจจุบันทางกรมสรรพากรยังไม่ได้มีกฎบังคับในการให้ผู้ประกอบการหรือนิติบุคคลจะต้องทำ e-Tax Invoice หรือ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์
ตัวอย่าง e-Tax invoice หรือ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์
ลองมาดูตัวอย่าง e-Tax invoice กันดังนี้
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่ารูปแบบเอกสารของ e-Tax invoice นั้นเหมือนกับใบกำกับภาษีแบบกระดาษทุกประการ จะแตกต่างกันที่ รูปแบบการจัดทำ การนำส่ง และการจัดเก็บ ตามที่ได้อธิบายไปแล้ว
ประโยชน์ของ e-Tax Invoice
ประโยชน์ของการออกใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ มีประโยชน์มากกว่าการออกเอกสารในรูปแบบกระดาษดังนี้
-
- ลดต้นทุนและประหยัดเวลาในการจัดทำ จัดเก็บ และนำส่งเอกสาร
- เพิ่มความถูกต้อง แม่นยำ และลดข้อผิดพลาดในการออกใบกำกับภาษี
- มีกระบวนการทำงานที่รวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ลดความเสี่ยงในการสูญหายหรือเสียหายของเอกสาร
- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการลดการใช้กระดาษ
- รองรับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐได้ง่ายกว่า ซึ่งเป็นการบริหารจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ
- เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและเป็นมืออาชีพให้กับธุรกิจ
ประเภทของ e-Tax invoice
e-Tax invoice สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆดังนี้
1. e-Tax Invoice by Email: สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กถึงกลางที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี สามารถจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เป็นไฟล์ PDF/A-3 และนำส่งให้ผู้ซื้อผ่านทางอีเมล พร้อมทั้งส่งสำเนาให้กรมสรรพากรผ่านระบบกลางเพื่อประทับรับรองเวลา (Time Stamp)
2. e-Tax Invoice & e-Receipt (ระบบแบบเต็มรูปแบบ): เหมาะสำหรับผู้ประกอบการทุกขนาด ที่สามารถจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ XML หรือรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ที่มีการลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) และนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การอัปโหลดไฟล์ หรือระบบ Host to Host เป็นต้น
ขั้นตอนการขออนุมัติและเริ่มต้นใช้งานระบบ e-Tax Invoice
สำหรับขั้นตอนการขออนุมัติและเริ่มต้นใช้งานระบบ e-Tax Invoice อาจมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทของ e-Tax Invoice ที่ต้องการใช้งาน (e-Tax Invoice by Email หรือ e-Tax Invoice & e-Receipt (XML)) โดยทั่วไปจะมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้
e-Tax Invoice by Email (สำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี)
-
- ตรวจสอบคุณสมบัติ ดังนี้
-
-
- เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
- มีอีเมลที่สามารถใช้งานได้จริงและจะใช้ในการนำส่งใบกำกับภาษี
- มีโปรแกรมสร้างเอกสาร PDF/A-3
-
-
- ลงทะเบียนในระบบ e-Tax Invoice by Email ของกรมสรรพากร
-
-
- เข้าสู่ระบบการลงทะเบียน
- ทำการลงทะเบียนเพื่อขอใช้งานระบบ โดยกรอกข้อมูลนิติบุคคล/บุคคลธรรมดา และข้อมูลอีเมลที่จะใช้ในการนำส่งใบกำกับภาษี
- ยืนยันการลงทะเบียนตามขั้นตอนที่กรมสรรพากรกำหนด
-
e-Tax Invoice & e-Receipt (ระบบแบบเต็มรูปแบบ)
-
- ตรวจสอบคุณสมบัติ ดังนี้
-
-
- เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
- มีระบบคอมพิวเตอร์และบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการจัดการข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
- มีความพร้อมในการลงทุนระบบซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้อง
-
-
- เลือกวิธีการจัดทำและนำส่ง
-
-
- จัดทำเองและนำส่งผ่านระบบกรมสรรพากร: พัฒนาระบบเอง หรือใช้โปรแกรมสำเร็จรูปที่สามารถสร้างไฟล์ XML ตามมาตรฐานของกรมสรรพากร และนำส่งผ่านช่องทางที่กรมสรรพากรกำหนด (เช่น อัปโหลดไฟล์, Host to Host)
- ใช้บริการของผู้ให้บริการ e-Tax Invoice: เลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรองจากกรมสรรพากร ซึ่งจะช่วยในการสร้าง จัดการ และนำส่ง e-Tax Invoice
- ใช้โปรแกรมบัญชีที่มีระบบ e-Tax Invoice ในตัว: เลือกใช้โปรแกรมบัญชีที่รองรับการสร้างและนำส่ง e-Tax Invoice ได้โดยตรง
-
-
- ขออนุมัติระบบ e-Tax Invoice กับกรมสรรพากร:
-
-
- เข้าสู่ระบบการลงทะเบียน
- ยื่นคำขออนุมัติการจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมเอกสารประกอบตามที่กรมสรรพากรกำหนด
- หากเลือกใช้บริการของผู้ให้บริการ e-Tax Invoice (Service Provider) ผู้ให้บริการจะเป็นผู้ดำเนินการในขั้นตอนนี้
- กรมสรรพากรจะพิจารณาและแจ้งผลการอนุมัติ
-
คำถามที่พบบ่อย(FAQ)
Q1. เราจะต้องเก็บเอกสาร e-Tax กี่ปี?
คำตอบ : ตามหลักกฎหมายของกรมสรรพากร ผู้ประกอบการจะต้องเก็บรักษาเอกสาร e-Tax Invoice ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี ครับ
Q2. ชื่อในเอกสารผิดแก้ไขได้ไหม?
คำตอบ : สามารถแก้ไขได้ครับ โดยทำการยกเลิกฉบับเดิมที่ผิด และทำการออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่โดยที่ต้องแก้ไขข้อมูลเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง โดยในใบกำกับภาษีใบใหม่จะต้องมีการระบุในหมายเหตุว่า เป็นการออกแทนใบกำกับภาษีฉบับเดิมเลขที่เท่าไรครับ
Q3. ธุรกิจจำเป็นต้องทำ e-Tax Invoice หรือไม่?
คำตอบ : ในปัจจุบันกรมสรรพากร ไม่ได้มีกฎหรือข้อบังคับว่าผู้ประกอบการที่จดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทุกรายจะต้องทำ e-Tax Invoice ผู้ประกอบการสามารถเลือกออกใบกำกับภาษีแบบกระดาษตามปกติ หรือจะออกเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ครับ
สรุป
e-Tax Invoice หรือ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เป็นเอกสารใบกำกับภาษีที่ได้มีการจัดทำในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ แทนการจัดทำในรูปแบบกระดาษแบบเดิม ซึ่งมีประโยชน์หลายประการ เช่น ลดต้นทุนของกระดาษในการออกเอกสาร เพิ่มความถูกต้องแม่นยำ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
e-Tax Invoice สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
-
- e-Tax Invoice by Email – สำหรับ SME ที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี รูปแบบในการทำไม่ยุ่งยากซับซ้อนเท่ากับ ประเภทที่ 2
- e-Tax Invoice & e-Receipt – สำหรับผู้ประกอบการทุกประเภทที่สามารถทำได้ ซึ่งจะมีความซับซ้อนมากกว่าประเภทแรก
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านนะครับ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง :
หากท่านใดยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับe-tax invoice ติดต่อมาได้ โทร. 021251363 Facebook : Build Me Up Consultant Line : @bmu001
เขียนโดย (Author)
คุณ ธเณศ เฮงตระกูลสิน
ตำแหน่ง : CEO บริษัท บิลด์มีอัพ คอนซัลแทนท์ จำกัด
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เลขทะเบียน 10228
ประสบการณ์ : ผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบบัญชี สำนักงานสอบบัญชี EY (Big4)
ผู้ผ่านการทดสอบ หลักสูตรประกาศนียบัตรการรายงานทางการเงินไทย (DipTFR)
ปริญญาตรี : คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปริญญาโท : คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ หลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน Nida (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง)

