กำไรสะสม คือกำไรสุทธิส่วนที่บริษัทเก็บไว้หลังจากจ่ายปันผลสะสมกันมาตั้งแต่เปิดบริษัท ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญที่สุดในการต่อยอดธุรกิจโดยไม่มีภาระดอกเบี้ย การวิเคราะห์กำไรสะสมให้เป็นจะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมสถานะการเงินที่แท้จริงของกิจการ
“เงินกู้ยืมกรรมการ” ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหากมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ สิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดทำเอกสารให้ถูกต้อง, แยกกระเป๋าเงินของบริษัท และ กรรมการ/ผู้ถือหุ้นให้ชัดเจน, ใส่เงินลงมาจริงตอนจดทะเบียนบริษัท และคิดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร การละเลยเพียงจุดเล็กๆ อาจกลายเป็นภาระภาษีมหาศาลในอนาคต ดังนั้นเจ้าของธุรกิจควรหมั่นตรวจสอบงบการเงินและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนจัดการยอดคงค้างอย่างเหมาะสม
โดยสรุปแล้ว ค่าใช้จ่ายในการบริหาร (Administrative Expenses) คือต้นทุนพื้นฐานที่ทำให้ธุรกิจสามารถขับเคลื่อนไปได้ตามปกติ แม้จะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สร้างรายได้โดยตรง แต่การจำแนกและควบคุมค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้ดีคือการสร้างผลกำไรที่ยั่งยืน
ค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Expenses) คือ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพื่อให้ธุรกิจสามารถ “ขายสินค้าหรือบริการได้” นับตั้งแต่กระบวนการทำการตลาด การโน้มน้าวใจลูกค้า ไปจนถึงการส่งมอบสินค้าถึงมือลูกค้า รวมถึงการให้บริการแก่ลูกค้า
ในทางบัญชี ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะแสดงอยู่ใน งบกำไรขาดทุน ภายใต้บัญชีที่ชื่อว่า “ค่าใช้จ่ายในการขาย”
การทำธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงอย่างการซื้อที่ดิน อาคารพาณิชย์ หรือรถยนต์ในการทำธุรกิจ การพกเงินสดจำนวนมากย่อมสร้างความกังวลใจและมีความเสี่ยงไม่น้อย ในขณะที่การโอนผ่านแอปพลิเคชันอาจมีข้อจำกัดเรื่องวงเงิน วันนี้ Build Me Up Consultant จะพาคุณไปทำความรู้จักกับแคชเชียร์เช็ค เครื่องมือทางการเงินที่มีความปลอดภัยสูงและเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ประกอบการ เพื่อให้คุณเลือกใช้งานได้อย่างถูกต้องและมั่นใจในทุกการเจรจาธุรกิจ แคชเชียร์เช็ค คืออะไร แคชเชียร์เช็ค (Cashier’s Check) คือ เช็คที่ออกโดยธนาคารโดยตรง โดยธนาคารจะทำการหักเงินจากบัญชีของผู้ซื้อเช็คทันที หรือรับเงินสดจากผู้ซื้อเพื่อนำไปสำรองไว้สำหรับการจ่ายเงินตามยอดที่ระบุในเช็คฉบับนั้น ทำให้ผู้รับเงินมั่นใจได้ว่าจะได้รับเงินแน่นอน เพราะธนาคารเป็นผู้การันตีการสั่งจ่ายเงินเองทั้งหมด ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินในบัญชีของผู้ซื้อจะไม่พอจ่าย จุดเด่นของแคชเชียร์เช็คที่ให้มากกว่า การเลือกใช้แคชเชียร์เช็คมีข้อดีหลายด้าน ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการยุคใหม่ที่เน้นความชัวร์และความเป็นมืออาชีพในการทำงาน โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายที่อาจจะยังไม่เคยทำธุรกิจร่วมกันมาก่อน ได้แก่ ความปลอดภัยสูง : ลดความเสี่ยงจากการพกพาเงินสดจำนวนมากซึ่งเสี่ยงต่อการสูญหายหรือถูกโจรกรรม หมดปัญหาเช็คเด้ง : เนื่องจากธนาคารตัดเงินมาสำรองไว้ตั้งแต่วันที่ออกเช็ค ผู้รับจึงมั่นใจได้ว่ามีเงินรองรับ 100% สร้างภาพลักษณ์ที่ดี : การใช้เช็คที่ออกโดยธนาคารแสดงถึงความพร้อมทางการเงินและความเป็นมืออาชีพของธุรกิจ มีหลักฐานชัดเจน : กระบวนการออกเช็คจะมีใบเสร็จและต้นขั้วจากธนาคาร ใช้เป็นหลักฐานประกอบการทำบัญชีได้ง่าย ค่าธรรมเนียมถูก : โดยทั่วไปมีค่าธรรมเนียมในการออกเพียงฉบับละ 20 บาท (ไม่รวมค่าธรรมเนียมข้ามเขตถ้ามี) ความต่างที่สำคัญระหว่างแคชเชียร์เช็ค และเช็คทั่วไปคืออะไร […]
การทำธุรกิจในรูปแบบบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีเครือข่ายหรือบริษัทในเครือ มีประเด็นทางภาษีหนึ่งที่ทางกรมสรรพากรให้ความสำคัญมากนั่นคือเรื่อง “Transfer Pricing” หรือการกำหนดราคาโอน ซึ่งนำมาสู่หน้าที่ในการยื่นรายงานที่เรียกว่า Disclosure Form นั่นเอง วันนี้ Build Me Up Consultant สำนักงานบัญชีดิจิทัล จะมาสรุปข้อมูลสำคัญเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อให้คุณเตรียมตัวได้อย่างถูกต้อง และลดความเสี่ยงจากการถูกปรับ ทำความรู้จัก Disclosure Form คืออะไร ทำไมสำคัญกับนิติบุคคล Disclosure Form คือ แบบรายงานประจำปีสำหรับนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามประมวลรัษฎากร เพื่อแจ้งให้กรมสรรพากรทราบถึงความสัมพันธ์และมูลค่าธุรกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างบริษัทในเครือ รายงานฉบับนี้มีความสำคัญมาก เพราะช่วยให้เจ้าหน้าที่ประเมินความเสี่ยงได้ว่ามีการถ่ายโอนกำไรเพื่อเลี่ยงภาษีหรือไม่ หากนิติบุคคลที่มีเกณฑ์ถึงกำหนดแต่ละเลยการยื่น Disclosure Form จะมีบทลงโทษที่รุนแรงและค่าปรับที่ค่อนข้างสูง ใครมีหน้าที่ยื่นแบบรายงาน Disclosure Form ประจำปี ไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะต้องยื่นแบบรายงานตัวนี้ กฎหมายกำหนดเงื่อนไขเฉพาะนิติบุคคลที่มี “ความสัมพันธ์กัน” และมี “รายได้เกินเกณฑ์” เท่านั้น หากบริษัทของคุณดำเนินธุรกิจอิสระเพียงลำพัง ไม่มีการถือหุ้นในบริษัทอื่น หรือไม่มีบริษัทอื่นมาถือหุ้นเกินครึ่ง ก็มักจะไม่อยู่ในข่ายที่ต้องทำ Disclosure Form แต่สำหรับบริษัทที่มีบริษัทแม่ บริษัทลูก[…]
ค่ารับรอง เช่น การเลี้ยงรับรองลูกค้าหรือการให้ของขวัญตามธรรมเนียมธุรกิจ แม้จะเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า แต่ในมุมของบัญชีและภาษี รายจ่ายส่วนนี้มีรายละเอียดที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ทั้งเกณฑ์เพดาน 0.3% ของรายได้หรือทุนชำระแล้วแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า, เงื่อนไขไม่เกิน 2,000 บาท ต่อคนต่อครั้ง ไปจนถึงประเด็น ภาษีซื้อต้องห้าม ที่มักสร้างความสับสนให้นักบัญชีและเจ้าของกิจการอยู่เสมอ
หัวใจสำคัญที่จะช่วยให้บริษัทประหยัดภาษีได้อย่างถูกต้อง คือ การจัดทำเอกสารหลักฐานที่ครบถ้วนและชัดเจน นั่นเอง
เงินทดรองจ่าย (Advance Payment) คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน โดยในงบการเงินจะถูกจัดประเภทเป็น “สินทรัพย์หมุนเวียน” และจะถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อมีการนำใบเสร็จมาล้างออก หัวใจสำคัญของการบริหารเงินทดรองจ่ายคือ “ระบบการควบคุมภายใน” ที่ดี ตั้งแต่การอนุมัติที่สมเหตุสมผล การจัดเก็บเอกสารใบกำกับภาษีที่ถูกต้องตามหลักสรรพากร ไปจนถึงการกำหนดระยะเวลาคืนเงินที่ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาเงินทดรองจ่ายค้างนาน
ดอกเบี้ยจ่ายเปรียบเสมือนดาบสองคม ในแง่หนึ่งมันช่วยลดภาษีและสร้างพลังทวีในการเติบโตจากการกู้ยืม แต่อีกแง่หนึ่งมันคือภาระผูกพันที่ต้องจ่ายไม่ว่าธุรกิจจะมีรายได้หรือไม่ การวิเคราะห์ดอกเบี้ยจ่ายจึงเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารกระแสเงินสดให้ยั่งยืนนั่นเอง
หากจะให้อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด เกี่ยวกับ ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold หรือ COGS) เราอาจจะต้องเข้าใจต้นทุนสินค้าคงเหลือก่อน
ต้นทุนสินค้าคงเหลือ คือ ต้นทุนทั้งหมดที่จ่ายไปเพื่อให้ได้สินค้าชิ้นนั้นมาพร้อมขาย เช่น ต้นทุนค่าสินค้า ต้นทุนค่าขนส่งสินค้า เป็นต้น ซึ่งสินค้าคงเหลือ นี้จะถูกจัดประเภทอยู่ในบัญชี สินค้าคงเหลือ ใน งบฐานะการเงิน ต่อมาเมื่อสินค้าคงเหลือนี้ได้ถูกขายออกไป สินค้าคงเหลือ ดังกล่าวจะถูกตัดออกเป็นค่าใช้จ่าย และจัดประเภทเป็น ต้นทุนขาย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหลักในงบกำไรขาดทุน










