สารบัญ
-
- กองทุนเงินทดแทนครอบคลุมธุรกิจประเภทใด
- กองทุนเงินทดแทนมีอะไรบ้างที่คุ้มครองสิทธิประโยชน์แก่ลูกจ้าง
- อัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนจ่ายเท่าไร
- นายจ้างจะต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนจ่ายเมื่อไร
- กองทุนเงินทดแทนจ่ายอย่างไร
- ขั้นตอนการรับเงินชดเชยสำหรับลูกจ้าง
- กองทุนเงินทดแทน แตกต่างกับประกันสังคมอย่างไร
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- สรุป
กองทุนเงินทดแทนคืออะไร?
กองทุนเงินทดแทน คือ กองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 และได้มีการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติเงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2561 เป็นต้นมา เพื่อทำหน้าที่จ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างแทนนายจ้าง ในกรณีลูกจ้างได้รับอุบัติเหตุ จากการทำงาน โดยนายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนให้
ลูกจ้างประเภทใดบ้างที่ได้รับสิทธิหรือได้รับการยกเว้น
ลูกจ้างได้รับสิทธิกองทุนเงินทดแทน
-
- พนักงานประจำทุกคนที่มีนายจ้าง
- พนักงานทดลองงาน
- พนักงานสัญญาจ้างรายปี รายเดือน รายวัน
ลูกจ้างได้รับการยกเว้นกองทุนเงินทดแทน
-
- ข้าราชการหรือลูกจ้างประจำ
- รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
- รัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ
- นายจ้างอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง
- ฟรีแลนซ์และผู้รับจ้างอิสระ
กองทุนเงินทดแทนครอบคลุมธุรกิจประเภทใด
กองทุนเงินทดแทนประกันสังคมนั้นครอบคลุม ธุรกิจทุกประเภทที่มีการจ้างแรงงาน ไม่ว่าธุรกิจจะเป็น อุตสาหกรรม ธุรกิจบริการ หรือธุรกิจขนาดเล็ก ถ้ามีการจ้างลูกจ้าง นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนประกันสังคม
กองทุนเงินทดแทนมีอะไรบ้างที่คุ้มครองสิทธิประโยชน์แก่ลูกจ้าง
สำนักงานประกันสังคมแบ่งสิทธิการคุ้มครองออกเป็น 4 กรณี ดังนี้
ค่ารักษาพยาบาล
เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสม และต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ดังนี้
-
- ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย 1 ครั้ง จ่าย 65,000 บาท
- บาดเจ็บรุนแรงหรือเรื้อรังจ่ายไม่เกิน 165,000 บาท
- หากไม่เพียงพอจ่ายเพิ่มได้อีก 300,000 บาท สำหรับกรณีบาดเจ็บรุนแรงแทรกซ้อนหลายระบบ
- หากไม่เพียงพอจ่ายเพิ่มได้อีก 500,000 บาทสำหรับกรณีที่ผลการรักษายังไม่สิ้นสุด และต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการการแพทย์
- หากไม่เพียงพอจ่ายรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1,000,000 บาท แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์เฉพาะของกฎกระทรวง
แต่ในกรณีที่ลูกจ้างเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรก จนสิ้นสุดการรักษาพยาบาล หรือกรณีมีความจำเป็นไม่สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรก แต่ภายหลังได้เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐ สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงจนสิ้นสุดการรักษาพยาบาล
ค่าชดเชยกรณีเจ็บป่วย ทุพลภาพ เสียชีวิต
ลูกจ้างจะได้รับเงินชดเชยรายเดือนในอัตรา ร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน โดยคิดจากฐานค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท ทำให้ได้รับเงินสูงสุดไม่เกิน 14,000 บาทต่อเดือน ตามระยะเวลา ดังนี้
-
- กรณีหยุดพักรักษาตัว จ่ายตั้งแต่วันแรกที่ทำงานไม่ได้ ไม่เกิน 1 ปี
- กรณีสูญเสียสมรรถภาพของร่างกาย จ่ายไม่เกิน 10 ปี
- กรณีทุพพลภาพ จ่ายตลอดชีวิต
- กรณีถึงแก่ความตายหรือสูญหาย จ่ายเป็นเวลา 10 ปี ให้แก่ผู้มีสิทธิตามกฎหมาย พร้อมกับค่าทำศพ
ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน
กรณีฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานภายหลังการประสบอันตรายสำหรับลูกจ้างจะได้รับตามอัตราดังนี้
-
- ด้านการแพทย์ ค่ากายภาพบำบัดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และกิจกรรมบำบัดไม่เกิน 100 บาทต่อวัน รวมกันไม่เกิน 24,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายในกระบวนการบำบัดรักษาและการผ่าตัดเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานไม่เกิน40,000 บาท หากมีความจําเป็นให้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกไม่เกิน 140,000 บาทแต่รวมกันแล้ว ไม่เกิน 180,000 บาท โดยให้คณะกรรมการการแพทย์เป็นผู้มีอำนาจพิจารณา
-
- ค่าวัสดุและอุปกรณ์ เช่น อุปกรณ์ช่วยอวัยวะ จ่ายหน่วยละไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 160,000 บาท
- ด้านอาชีพ จ่ายได้เฉพาะการฝึกตามหลักสูตรที่สำนักงานประกันสังคมดำเนินการ ไม่เกิน 24,000 บาท
ค่าทำศพ
ปัจจุบันกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าทำศพที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2564 โดยสามารถจ่ายค่าทำศพได้ที่จำนวน 50,000 บาท ให้กับผู้จัดการศพ
อัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนจ่ายเท่าไร
การจ่ายเงินสมทบในกองทุนเงินทดแทนจะมีอัตราเงินสมทบของกองทุนทดแทนอยู่ที่ ร้อยละ 0.2-1.0 ของค่าจ้าง ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ และความเสี่ยงอันตรายของแต่ละกิจการ โดยถ้านายจ้างไม่จ่ายเงินสมทบภายในกำหนดเวลา หรือจ่ายเงินสมทบไม่ครบจำนวน จะต้องจ่ายเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ต้องจ่าย
สามารถตรวจสอบอัตราเงินสมทบได้ตาม ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ
นายจ้างจะต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนจ่ายเมื่อไร
นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปีละ 1 ครั้ง โดยมีช่วงเวลาที่ต้องชำระ ดังนี้
- ในปีแรกจะต้องจ่ายเงินสมทบ ภายใน 30 วันนับตั้งแต่มีลูกจ้างคนแรก
- ภายในวันที่ 31 มกราคมของทุกปี ต้องชำระเงินสมทบประจำปี โดยชำระตามยอดประมาณการค่าจ้างล่วงหน้าตามที่สำนักงานประกันสังคมแจ้งประเมินมา
- ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีต้องยื่นแบบใบแสดงเงินค่าจ้างประจำปี (กท.20ก) ที่รวมค่าจ้างที่จ่ายจริงให้กับลูกจ้างทั้งปีตั้งแต่เดือนมกราคม – ธันวาคม เพื่อสรุปยอดค่าจ้างที่จ่ายให้ลูกจ้างจริงตลอดปีที่ผ่านมาโดยนายจ้างสามารถรายงานค่าจ้างประจำปีได้ 2 ช่องทาง
-
- การยื่นแบบรายงานค่าจ้าง (กท.20 ก) ที่สำนักงานประกันสังคมทุกพื้นที่หรือส่งทางไปรษณีย์
- ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wage) บนเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม (sso.go.th)
- ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี เป็นกำหนดจ่ายเงินสมทบส่วนต่างเพิ่มในกรณีที่เมื่อสรุปยอด ค่าจ้างตามแบบรายงานค่าจ้าง(กท.20 ก) แล้วพบว่ายอดจ่ายจริงสูงกว่ายอดประเมินตอนต้นปี นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบจากการรายงานค่าจ้างภายในเดือน มีนาคม
แต่หากสรุปค่าจ้างตามแบบรายงานค่าจ้าง(กท.20 ก)แล้ว พบว่ายอดค่าจ้างน้อยกว่าที่ประเมินไว้ตอนต้นปี เจ้าหน้าที่จะทำการออกใบแจ้งเงินสมทบจากการตรวจบัญชีประจำปี(กท.25 ก.) เพื่อคืนเงินสมทบให้นายจ้าง
กองทุนเงินทดแทนจ่ายอย่างไร
อัตราการจ่ายจะประเมินตามระดับความเสี่ยงของประเภทธุรกิจที่มีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุสูง ซึ่งการคำนวณจะคำนวณจากยอดรวมค่าจ้างของลูกจ้างทั้งปี โดยมีช่องทางการจ่ายเงินสมทบแบ่งเป็นช่องทาง ดังนี้
- ผ่านเว็บไซต์ประกันสังคม (www.sso.go.th) โดยตรงที่สามารถทำการหักจากบัญชีเงินฝากอิเล็กทรอนิกส์ และการชำระด้วยบัตรเครดิต/เดบิต
- เคาน์เตอร์เซอร์วิส (7-Eleven) และห้างสรรพสินค้าโลตัส
- เคาน์เตอร์ธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงไทย และ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
- ชำระด้วยตนเองที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่
ขั้นตอนการรับเงินชดเชยสำหรับลูกจ้าง
เมื่อลูกจ้างบาดเจ็บ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน สามารถดำเนินการขอรับเงินชดเชย ดังนี้
1. ยื่นเรื่องเมื่อเกิดเหตุโดยลูกจ้างต้องแจ้งนายจ้างภายใน 3 วัน และนายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นเรื่องแบบ กท.16 ต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน 15 วัน และหากนายจ้างเพิกเฉย ลูกจ้างสามารถไปยื่นเรื่องเองได้ภายใน 180 วัน
- แนบหลักฐานใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จรับเงินในกรณีที่ต้องสำรองจ่ายไปก่อนและสำเนาสมุดบัญชีธนาคารของลูกจ้าง นำส่งประกันสังคม
- สำนักงานประกันสังคมจะใช้เวลาพิจารณาจ่ายเงินประมาณ 15-30 วัน หลังจากได้รับเอกสารครบถ้วน
- เมื่อได้รับการอนุมัติกองทุนเงินทดแทนจะทำการจ่ายเงินทดแทนผ่านเข้าบัญชีธนาคารของลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิรับเงินโดยตรง หรือสามารถติดต่อรับเช็คด้วยตนเองได้ที่สำนักงานประกันสังคม หรือในกรณีที่ลูกจ้างเข้ารักษาในโรงพยาบาลที่อยู่ในความตกลงของกองทุน กองทุนจะจ่ายตรงให้กับโรงพยาบาล โดยที่ลูกจ้างไม่ต้องสำรองจ่ายเงินไปก่อน
กองทุนเงินทดแทน แตกต่างกับประกันสังคมอย่างไร
กองทุนเงินทดแทน จะดูแลเมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย สูญเสียอวัยวะหรือสมรรถภาพในการทำงานของร่างกาย ทุพพลภาพ ตาย หรือสูญหาย อันเนื่องมาจากการทำงานให้แก่นายจ้าง
แต่กองทุนประกันสังคม ให้หลักประกันแก่ผู้ประกันตนให้ได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือที่เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือตาย ซึ่งไม่ได้เกิดจากการทำงาน รวมทั้งกรณีคลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ ว่างงาน
ตารางเปรียบเทียบกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคม
| หัวข้อเปรียบเทียบ | กองทุนเงินทดแทน | กองทุนประกันสังคม |
|---|---|---|
| คนที่จ่ายเงินสมทบ | นายจ้างจะคนจ่ายเงินสมทบเงินกองทุนเองผู้เดียว | นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล จะร่วมกันส่งเงินเข้ากองทุน |
| จำนวนเงินที่จ่ายสมทบ | นายจ้างจ่ายเงินสมทบในอัตราร้อยละ 0.2 – 1% (ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและความเสี่ยงอันตราย) |
นายจ้างจ่ายเงินสมทบร้อยละ 5% ลูกจ้างจ่ายเงินสมทบร้อยละ 5% รัฐบาลสมทบอีกร้อยละ 2.75% |
| ความคุ้มครอง | คุ้มครองเฉพาะเหตุที่เกิดอันเนื่องมาจากการทำงาน 4 กรณี 1.ค่ารักษาพยาบาล 2.ค่าทดแทน 70% ของเงินเดือน (ไม่เกิน 14,000 บาท/เดือน) 3. ค่าทำศพ 4.ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน |
คุ้มครองในส่วนที่ไม่ได้เกิดจากการทำงาน 7 กรณี 1.เจ็บป่วย 2.คลอดบุตร 3.ทุพพลภาพ 4.เสียชีวิต 5.สงเคราะห์บุตร 6.ชราภาพ 7.ว่างงาน |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1. อุบัติเหตุระหว่างเดินทางไป-กลับที่ทำงาน เบิกกองทุนเงินทดแทนได้หรือไม่?
คำตอบ : ไม่ได้ครับ เนื่องจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทางไป-กลับจากที่ทำงาน กฎหมายมองว่าไม่ได้ถือว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของนายจ้างครับ เว้นแต่กรณีการเดินทางตามคำสั่งของนายจ้าง สามารถเบิกกองทุนเงินทดแทนได้ แต่หากไม่ได้เกิดตามคำสั่งของนายจ้างเป็นการเกิดอุบัติเหตุระหว่างเดินทางเองจริงๆในกรณีนี้ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิ์เบิกจากกองทุนประกันสังคมแทนได้ครับ
Q2. หากนายจ้างไม่ได้ขึ้นทะเบียน หรือค้างชำระเงินสมทบ ลูกจ้างยังเบิกได้ไหม?
คำตอบ : ในกรณีที่นายจ้างไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือค้างชำระเงินสมทบ ลูกจ้างก็ยังมีสิทธิได้รับเงินชดเชยแบบเต็มจำนวนเหมือนเดิม ถึงแม้นายจ้างจะค้างชำระหรือยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ลูกจ้างสามารถยื่นเรื่องขอรับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนได้ โดยสำนักงานประกันสังคมจะเป็นผู้จ่ายเงินเยียวยาและค่ารักษาพยาบาลให้แก่ลูกจ้างไปก่อน จากนั้นทางประกันสังคมจะทำการเรียกเก็บเงินคืนจากนายจ้างย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน
Q3. ถ้านายจ้างคำนวณและนำส่งเงินสมทบเกินไป สามารถขอคืนได้หรือไม่?
คำตอบ : สามารถขอคืนได้ครับ นายจ้างสามารถทำเรื่องยื่นขอรับเงินสมทบส่วนที่จ่ายเกินคืนได้ แต่ต้องดำเนินการ ภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่นำส่งเงิน หากเกินกำหนด ก็จะไม่สามารถได้รับเงินส่วนที่เกินได้
สรุป
กองทุนเงินทดแทนถือเป็นสิ่งที่นายจ้างต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นหลักประกันความปลอดภัยให้กับลูกจ้างเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน โดยนายจ้างจะเป็นผู้รับผิดชอบการส่งเงินสมทบส่วนนี้โดยอัตราของเงินสมทบที่จ่ายจะอยู่ที่ร้อยละ 0.2-1.0 ของค่าจ้าง ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ และความเสี่ยงอันตรายของแต่ละกิจการ
หากท่านใดยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกองทุนเงินทดแทน สามารถติดต่อมาได้ โทร. 02-1251363 Facebook : Build Me Up Consultant Line : @bmu001
เขียนโดย (Author)
คุณ ธเณศ เฮงตระกูลสิน
ตำแหน่ง : CEO บริษัท บิลด์มีอัพ คอนซัลแทนท์ จำกัด
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เลขทะเบียน 10228
ประสบการณ์ : ผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบบัญชี สำนักงานสอบบัญชี EY (Big4)
ผู้ผ่านการทดสอบ หลักสูตรประกาศนียบัตรการรายงานทางการเงินไทย (DipTFR)
ปริญญาตรี : คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปริญญาโท : คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ หลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน Nida (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง)

