ค่าบริการหัก ณ ที่จ่ายอย่างไร ต้องหักกี่เปอร์เซ็นต์ และกรณีขายสินค้าพร้อมบริการต้องหักอย่างไร สรุปครบที่นี่

ค่าบริการหัก ณ ที่จ่ายอย่างไร ต้องหักกี่เปอร์เซ็นต์ และกรณีขายสินค้าพร้อมบริการต้องหักอย่างไร สรุปครบที่นี่ by bmu
icon รับทำบัญชี
icon ติดต่อ Line
icon ดูรีวิวจากลูกค้า

สารบัญ 

    1. ค่าบริการ คืออะไร
    2. กรณีไหนบ้างที่ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าบริการ?
    3. ค่าบริการหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์
    4. การหักภาษี ณ ที่จ่าย ค่าสินค้าและบริการ
    5. หักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ต้องทำอย่างไรต่อ?
    6. สรุป

ค่าบริการ คืออะไร 

ค่าบริการ คือ เงินหรือค่าตอบแทนในรูปแบบต่างๆที่ผู้รับบริการได้จ่ายให้แก่ผู้ให้บริการ เพื่อตอบแทนเป็นการบริการหรือการอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ค่าจ้างทำบัญชี ค่าไปส่งของ หรือค่าบริการติดตั้งอินเทอร์เน็ต

กรณีไหนบ้างที่ไม่ต้องหัก ณ ที่จ่ายค่าบริการ? 

  1. ยอดค่าบริการไม่ถึง 1,000 บาทโดยคิดจากยอดก่อนรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ยกเว้นในกรณีที่เป็นสัญญาต่อเนื่อง ถึงยอดที่จ่ายแต่ละเดือนจะไม่ถึง1,000 บาท แต่เมื่อรวมทั้งสัญญาแล้วจ่ายเกิน 1,000 บาท สามารถหัก ณ ที่จ่ายได้
  2. ผู้ซื้อเป็นบุคคลธรรมดา เนื่องจากในการหักภาษี ณ ที่จ่ายจะสามารถหักได้เฉพาะผู้จ่ายเงินที่เป็นนิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ของสรรพากร
  3. ค่าบริการสาธารณูปโภคหรือค่าบริการที่จ่ายให้กับหน่วยงานราชการ หรือรัฐวิสาหกิจบางประเภท

ค่าบริการหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์

สำหรับอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายของบริการ จะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่ที่ประเภทของการบริการ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ประเภทค่าบริการ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ค่าขนส่ง 1 %
ค่าโฆษณา 2 %
ค่าบริการทั่วไปหรือค่าทำของ 3 %
ค่าวิชาชีพอิสระ 3 %
ค่าเช่าทรัพย์สิน 5 %
เงินรางวัลหรือส่วนลดจากการส่งเสริมการขาย 5 %

ซึ่งค่าบริการหัก ณ ที่จ่าย นั้นจะคิดจากยอดเงินก่อนรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตัวอย่างเช่น ค่าบริการ 2,000 บาท มีภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % (140 บาท) เท่ากับ 2,140 บาท จะหายอดก่อนหัก ณ ที่จ่าย 3%  โดยจะคิดจากยอดก่อนรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,000 x 3% เท่ากับว่าหักไว้ 60 บาท ดังนั้นยอดเงินสุทธิที่ต้องจ่ายให้ผู้ให้บริการจะอยู่ที่ 2,140 – 60 =  2,080 บาท

การหักภาษี ณ ที่จ่าย ค่าสินค้าและบริการ 

ในการหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าบริการจะต้องดูที่วัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นหลัก ดังนี้

  1. กรณีวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นสัญญาแบบรับจ้างทำของ คือ การที่ผู้รับจ้างตกลงทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง และผู้ว่าจ้างตกลงให้สินจ้างตามผลสำเร็จของงานที่ทำนั้น จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ทั้งค่าสินค้าและค่าบริการ
  2. กรณีวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นสัญญาการซื้อขาย คือ การที่ผู้ขายเน้นโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงจะชำระราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย โดยค่าของหรือค่าสินค้าจะไม่ถูกหัก ณ ที่จ่าย

ซึ่งหากวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นสัญญาซื้อขายเป็นหลัก พร้อมกับค่าบริการ การหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ถูกต้องนั้น จะต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์การออกใบกำกับภาษีดังต่อไปนี้

ใบกำกับภาษีค่าสินค้าและบริการแยกออกเป็น 2 ใบ  

ตัวอย่าง บริษัท A แยกค่าสินค้าและค่าบริการติดตั้งออกจากกันเป็น 2 ฉบับ คือ ค่าสินค้าหนึ่งฉบับ และค่าบริการติดตั้งหนึ่งฉบับ                          

จากตัวอย่างจะสรุปได้ว่า

    • ใบที่ 1 เป็นค่าสินค้าไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
    • ใบที่ 2 เป็นค่าบริการติดตั้ง จะต้องหักค่าบริการหัก ณ ที่จ่าย 3% โดยคำนวณจากยอดก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คือ นำค่าบริการก่อนรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 3,000 x 3% = 90 บาท เท่ากับว่าค่าบริการที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วจะเท่ากับ 2,910

ดังนั้น ยอดสุทธิที่จะต้องจ่าย คือ 32,100 (ค่าสินค้ารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)  + 3,210 (ค่าบริการรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) – 90 (หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% )   = 35,220

ใบกำกับภาษีค่าสินค้าและบริการอยู่ในบิลเดียวกันแต่แยกบรรทัด 

ตัวอย่าง บริษัท A แยกค่าสินค้าและค่าบริการออกคนละบรรทัดแต่อยู่ในบิลเดียวกัน

จากตัวอย่างจะสรุปได้ว่า

    • รายการที่ 1 ค่าสินค้าเครื่องปรับอากาศ ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
    • รายการที่ 2 ค่าบริการติดตั้ง จะต้องหักค่าบริการหัก ณ ที่จ่าย 3% โดยคำนวณจากยอดก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คือ นำค่าบริการก่อนรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 3,000 x 3% = 90 บาท เท่ากับว่าค่าบริการที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วจะเท่ากับ 2,910

ดังนั้น ยอดสุทธิที่จะต้องจ่าย คือ 30,000(ค่าสินค้า) + 3,000(ค่าบริการ)  + 2,310 (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) – 90 (หัก ณ ที่จ่าย 3%)  = 35,220

ใบกำกับภาษีค่าสินค้าและบริการอยู่ในบิลเดียวกันและรวมเป็นรายการเดียว

ตัวอย่าง บริษัท A มีการรวมค่าสินค้าและค่าบริการติดตั้งใบบิลเดียวกันและรวมรายการมาในบรรทัดเดียวกัน

จากตัวอย่างจะสรุปได้ว่า ไม่สามารถหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ เนื่องจากมีการรวมรายการค่าสินค้าและค่าบริการมาไว้ในยอดเดียวกัน ซึ่งหากวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการขาย/ส่งมอบสินค้าจะถือว่ายอดทั้งหมดนั้นเป็นค่าสินค้า ทำให้ไม่สามารถหักภาษี ณ ที่จ่ายได้

หักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ต้องทำอย่างไรต่อ? 

เมื่อหักภาษี ณ ที่จ่าย ทางผู้ซื้อจะต้องทำการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำหนังสือมอบให้กับทางผู้ขายเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าได้มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย รวมถึงจะต้องนำภาษีที่หักไว้นี้ไปยื่นให้กับกรมสรรพากรด้วย และในส่วนของผู้ขายสามารถนำหนังสือรับรองไปใช้เป็นเครดิตภาษีเพื่อหักลบกับภาษีที่ต้องจ่ายประจำปี หรือใช้ยื่นขอคืนภาษีได้หากตรวจสอบแล้วว่าถูกหักภาษีเกินกว่ายอดที่ต้องจ่ายจริง

สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) คืออะไร? มีความสำคัญอย่างไรและใช้ทำไรได้บ้าง

สรุป 

อัตราค่าบริการในการหักภาษี ณ ที่จ่ายนั้นจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่ที่ประเภทของการบริการ โดยวิธีการคำนวณจะต้องนำยอดเงินก่อนรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) มาคูณกับอัตราภาษีที่กำหนดของแต่ละประเภท จะได้เป็นยอดหัก ณ ที่จ่ายออกมา ซึ่งในการหักภาษี ณ ที่จ่ายนั้นในกรณีที่ค่าบริการต่ำกว่า 1,000 บาท หรือผู้ซื้อเป็นบุคคลธรรมดาจะไม่ต้องทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย

หากท่านใดยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ ค่าบริการหัก ณ ที่จ่าย สามารถติดต่อมาได้ โทร. 02-1251363 Facebook : Build Me Up Consultant Line : @bmu001

เขียนโดย (Author)

คุณ ธเณศ เฮงตระกูลสิน

ตำแหน่ง : CEO บริษัท บิลด์มีอัพ คอนซัลแทนท์ จำกัด
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เลขทะเบียน 10228

ประสบการณ์ : ผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบบัญชี สำนักงานสอบบัญชี EY (Big4)
ผู้ผ่านการทดสอบ หลักสูตรประกาศนียบัตรการรายงานทางการเงินไทย (DipTFR)
ปริญญาตรี : คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปริญญาโท : คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ หลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน Nida (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง)

This site uses cookies to offer you a better browsing experience. By browsing this website, you agree to our use of cookies.