กฎหมายแรงงานอัปเดตล่าสุด 2569 สรุปทุกสิทธิที่นายจ้าง ฝ่ายบุคคล และลูกจ้างต้องรู้

กฎหมายแรงงานอัปเดตล่าสุด 2569 สรุปทุกสิทธิที่นายจ้าง ฝ่ายบุคคล และลูกจ้างต้องรู้ by bmu
icon รับทำบัญชี
icon ติดต่อ Line
icon ดูรีวิวจากลูกค้า

สารบัญ 

    1. กฎหมายแรงงาน คืออะไร
    2. สิ่งที่นายจ้าง ฝ่ายบุคคล และลูกจ้าง ควรรู้เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน
    3. ประโยชน์ของกฎหมายแรงงาน
    4. สิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายแรงงานอัปเดต 2569
    5. บทลงโทษหากนายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
    6. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 
    7. สรุปกฎหมายแรงงาน

กฎหมายแรงงาน คืออะไร

กฎหมายแรงงาน คือ กฎหมายที่สร้างขึ้นเพื่อกำหนดสิทธิ์และหน้าที่การทำงานทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้างให้มีขอบเขตหน้าที่ในการทำงานที่ชัดเจนทั้งเรื่องเวลาการทำงาน ค่าจ้าง หรือวันหยุดต่างๆ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีระเบียบและไม่เอาเปรียบกัน

สิ่งที่นายจ้าง ฝ่ายบุคคล และลูกจ้าง ควรรู้เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน 

สำหรับ นายจ้าง ฝ่ายบุคคล 

  1. จัดทำสัญญาจ้างงานข้อบังคับการทำงาน และวันลาต่างๆได้ถูกต้อง
  2. คำนวณค่าจ้าง OT และค่าชดเชยได้ถูกต้อง ลดข้อผิดพลาดและการฟ้องร้องต่อศาลแรงงาน
  3. หลีกเลี่ยงโทษทางกฎหมาย
  4. สร้างความเชื่อมั่นให้พนักงาน

สำหรับลูกจ้าง 

  1. รู้สิทธิของตัวเอง ทั้งวันลาป่วย ลาพักร้อน ค่าล่วงเวลา และเงินชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้าง
  2. ตรวจสอบได้ว่าสลิปเงินเดือนและการหักเงินต่างๆถูกต้องหรือไม่
  3. มีกฎระเบียบในการทำงาน สามารถสอบถามด้วยข้อกฎหมายได้หากเกิดการเอาเปรียบ

ประโยชน์ของกฎหมายแรงงาน 

ประโยชน์ต่อนายจ้าง 

  1. การมีกฎหมายแรงงานช่วยให้ระบบงานมีความเป็นระเบียบและช่วยลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง
  2. มีมาตรฐานงานบุคคลที่ชัดเจน
  3. มีบรรยากาศที่ดีในการทำงานช่วยลดอัตราการลาออกของพนักงานได้
  4. ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร

ประโยชน์ต่อลูกจ้าง 

  1. ลูกจ้างได้รับค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา หรือค่าชดเชยอย่างถูกต้องไม่ถูกเอาเปรียบ
  2. มีการกำหนดเวลาการทำงานที่เหมาะสม ทำให้การทำงานไม่หนักหรือน้อยจนเกินไป
  3. มีสิทธิในวันหยุด วันลา หรือวันหยุดพักผ่อนประจำปี
  4. ได้รับความคุ้มครองด้านความปลอดภัยป้องกันไม่ให้ทำงานในที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อสุขภาพ

สิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายแรงงานอัปเดต 2569

  1. กฎหมายแรงงานเวลาทำงานของพนักงาน 

กฎหมายแรงงาน ห้ามทำงานเกินกี่ชั่วโมง 

    • ลูกจ้างทั่วไปทำงานได้ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และรวมแล้วไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
    • ถ้าเป็นงานที่เสี่ยงหรืออันตราย จะต้องไม่เกิน 7 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

 กฎหมายแรงงานให้ลูกจ้างพักได้กี่ชั่วโมงต่อวัน 

    • ทำงานไม่เกิน 5 ชั่วโมง ต้องได้พัก ไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน
    • ถ้าตกลงกันไว้ล่วงหน้า อาจพักสั้นลงได้ แต่เมื่อรวมแล้วต้องไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง
    • ในกรณีงานต่อเนื่อง หรือเหตุฉุกเฉิน อาจไม่มีเวลาพัก แต่ต้องได้ความยินยอมจากลูกจ้างก่อน
  1. การทำงานล่วงเวลา 

    • ลูกจ้างสามารถถูกขอให้ทำ OT ได้ หากงานมีความจำเป็น หรือต้องทำต่อเนื่อง
    • ถ้าทำ OT ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง ต้องได้พักอย่างน้อย 20 นาทีก่อนเริ่ม
    • OT วันทำงานปกติ อย่างน้อย 5 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมง
    • OT วันหยุด3 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมง
  1. การทำงานในวันหยุด 

    • ถ้ามีสิทธิได้ค่าจ้างวันหยุดอยู่แล้ว จะได้เพิ่มอีก 1 เท่า
    • ถ้าไม่มีสิทธิค่าจ้างวันหยุด จะได้ค่าจ้างวันนั้น ไม่น้อยกว่า 2 เท่า
  1. กฎหมายแรงงานวันหยุดที่ลูกจ้างควรมีสิทธิ 

วันหยุดประจำสัปดาห์ 

    • อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ โดยต้องไม่เกิน 6 วันทำงานติดกัน
    • ลูกจ้างรายเดือนมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดนี้

วันหยุดตามประเพณี 

    • ไม่น้อยกว่า 13 วันต่อปี รวมวันแรงงาน
    • หากตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ จะหยุดชดเชยวันทำงานถัดไป

วันหยุดพักผ่อนประจำปี 

    • เมื่อทำงานครบ 1 ปี ลูกจ้างมีสิทธิหยุด อย่างน้อย 6 วันต่อปี และยังคงได้รับค่าจ้างปกติ
    • สามารถสะสม หรือเลื่อนไปปีอื่นได้ตามที่ตกลงกัน
  1. การลาแบบต่างๆที่ได้รับการคุ้มครอง 

    • ลาป่วยสามารถลาได้ตามความจำเป็นไม่เกิน 30 วันต่อปี หากป่วย 3 วันขึ้นไป นายจ้างสามารถขอใบรับรองแพทย์ได้
    • ลาคลอดกฎหมายแรงงานระบุว่าสามารถลาได้สูงสุด 120 วันนับรวมวันหยุดและวันลาฝากครรภ์ โดยนายจ้างจะจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนเป็นวลา 60 วัน และในส่วนของวันที่เหลือลูกจ้างจะได้รับเงินสงเคราะห์การคลอดบุตรตามสิทธิของประกันสังคมในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง
    • สิทธิคู่สมรส (สามี) ลาช่วยภรรยาเลี้ยงดูบุตรสามารถลาเพื่อช่วยเหลือภรรยาหลังคลอดได้ 15 วันทำงาน โดยได้รับค่าจ้าง 100% จากนายจ้างแต่ต้องใช้สิทธิภายใน 90 วันนับจากวันที่บุตรเกิด
    • สิทธิลาดูแลบุตรกรณีพิเศษหากบุตรเจ็บป่วย มีภาวะเสี่ยง หรือพิการ สามารถลาต่อเนื่องเพื่อดูแลบุตรเพิ่มได้อีกไม่เกิน 15 วัน โดยได้รับค่าจ้าง 50% ของฐานเงินเดือน
    • ลาทำหมันสามารถได้ตามที่แพทย์กำหนด และรับค่าจ้างได้ปกติ
    • ลากิจสามารถลาได้ตามข้อบังคับของบริษัท แต่ไม่น้อยกว่า 3 วันต่อปี
    • ลาทหารสามารถลาไปเข้ารับราชการทหารได้ สูงสุด 60 วันต่อปีและรับค่าจ้างได้ปกติ
    • ลาเพื่อฝึกอบรม สามารถลาได้ตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง โดยทั่วไปไม่ได้รับค่าจ้าง เว้นแต่นายจ้างอนุญาตเป็นพิเศษ
    • การลาโดยไม่รับค่าจ้าง เป็นกรณีที่ลูกจ้างขอลาหยุดโดยไม่รับค่าจ้าง ซึ่งไม่ได้มีกำหนดในกฎหมายคุ้มครองแรงงานนายจ้างสามารถอนุมัติ หรือปฏิเสธการลาแบบไม่จ่ายค่าจ้างได้ตามนโยบายของบริษัท
  1. ค่าจ้าง และตอบแทน 

เนื่องจากประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง (ฉบับที่ 14) ได้ปรับอัตราล่าสุดที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2568 และใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยกำหนดอัตราไว้ที่ 337–400 บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ต้องจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง ตรงตามกำหนด และจ่ายเป็นเงินไทย หากนายจ้างจ่ายต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  1. กฎหมายแรงงานเลิกจ้าง 

ค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างกรณีทั่วไป 

เมื่อนายจ้างเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิด ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินชดเชยเลิกจ้างตามอายุงาน ดังนี้

    • หากลูกจ้างทำงานไม่ถึง 120 วัน นายจ้างจะไม่จ่ายค่าชดเชยก็ได้
    • หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 120วัน – 1 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย เท่ากับค่าจ้างการทำงาน 30 วัน ในอัตราสุดท้าย 
    • หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 1-3 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย เท่ากับค่าจ้างการทำงาน 90 วัน ในอัตราสุดท้าย
    • หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 3-6 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย เท่ากับค่าจ้างการทำงาน 180 วัน ในอัตราสุดท้าย
    • หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 6-10 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย เท่ากับค่าจ้างการทำงาน 240 วัน ในอัตราสุดท้าย
    • หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 10 ปีขึ้นไป นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย เท่ากับค่าจ้างการทำงาน 300 วัน ในอัตราสุดท้าย
    • หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 20 ปีขึ้นไป นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย เท่ากับค่าจ้างการทำงาน 400 วัน ในอัตราสุดท้าย

ค่าเสียหายจากการไม่บอกกล่าวล่วงหน้า 

การเลิกจ้างโดยทันที เกิดขึ้นในกรณีที่นายจ้างไล่ออกทันที โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า ถือว่านายจ้างทำผิดสัญญาจ้างงาน นอกจากจะต้องจ่ายค่าชดเชย ตามกรณีเลิกจ้างทั่วไปแล้ว ยังต้องจ่ายค่าเสียหาย จากการไม่บอกกล่าวล่วงหน้าด้วย แต่ในกรณีลูกจ้างกระทำความผิด เช่น ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับร้ายแรง ขาดงานต่อหน้าที่ 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย 

  1. สิทธิการทำงานที่บ้าน (Work From Home) 

สิทธิ์ในการทำงานที่บ้าน หรือ Work From Home เป็นการที่นายจ้างและลูกจ้างได้ทำการตกลงร่วมกันเป็นลายลักษณ์อักษร ที่ระบุรายละเอียดชัดเจน ทั้งช่วงเวลาเริ่มต้นทำงาน เวลาพัก หรือการส่งรายงาน และเมื่อสิ้นสุดเวลาการทำงานลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธการติดต่อสื่อสารทุกช่องทาง เช่น ไม่รับสาย ไม่อ่านแชต LINE ไม่ตอบอีเมลจากนายจ้างหรือหัวหน้างานได้  โดยการทำงานที่บ้านนั้นลูกจ้างจะได้รับสิทธิ วันลา สวัสดิการ และค่าจ้าง เหมือนกันกับพนักงานที่ทำงานในออฟฟิศ

บทลงโทษหากนายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 

  1. โทษทางอาญา 

  • จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เช่น กรณีฝ่าฝืนเรื่องการไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนด ไม่จ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง หรือให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
  • โทษอื่นๆ ตามแต่ละกรณีมีตั้งแต่โทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ไปจนถึงโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับ 200,000 บาท ในกรณีร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและการใช้แรงงานเด็ก

ต้องจ่ายเงินเพิ่มหรือดอกเบี้ยให้ลูกจ้าง 

หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา หรือค่าชดเชย ที่ไม่ตรงตามเวลา หรือช้ากว่ากำหนด กฎหมายแรงงานกำหนดให้นายจ้างต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินที่ค้างจ่ายทั้งหมดนับตั้งแต่วันที่ผิดนัด และในกรณีที่นายจ้างจงใจโกง ตั้งใจที่จะไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าชดเชย โดยไม่มีเหตุอันสมควร นายจ้างจะต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ15 ของยอดเงินที่ค้างชำระทุกๆ7วัน

  1. โทษฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน 

หากลูกจ้างไปร้องเรียนต่อพนักงานกรมตรวจแรงงาน แล้วพนักงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินหรือทำการแก้ไขให้ถูกต้อง แต่นายจ้างยังคงนิ่งเฉยหรือฝ่าฝืนไม่ทำตามคำสั่ง นายจ้างจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 

คำตอบ :  ไม่สามารถหักได้ครับ เนื่องจากตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานนายจ้างไม่สามารถหักเงินเดือนหรือค่าจ้างเพื่อเป็นบทลงโทษกับพนักงานที่มาสายได้ครับ แต่นายจ้างสามารถไม่จ่ายค่าจ้างตามส่วนของเวลาที่มาสายจริงได้ ซึ่งคำนวณหักเป็นนาทีตามอัตราค่าจ้างจริงของพนักงานคนนั้นเพื่อเป็นการจ่ายเงินตามเวลาที่ทำงานจริงครับและนายจ้างยังสามารถดำเนินการตามกฎของบริษัทได้ เช่น การตักเตือน หรือออกหนังสือเตือนได้ครับ

คำตอบ : มีสิทธิครับ เนื่องจากกฎหมายแรงงานคุ้มครองลูกจ้างตั้งแต่เข้าทำงานวันแรกที่เริ่มเข้ามาทำงานถึงแม้ว่าจะเป็นพนักงานทดลองงานก็สามารถใช้สิทธิลาป่วยไม่เกิน 30 วันต่อปีและหากลาติดต่อกัน 3วัน นายจ้างมีสิทธิขอดูใบรับรองแพทย์ได้ และลากิจจะได้รับไม่น้อยกว่า 3 วันต่อปี โดยในส่วนนี้ลูกจ้างยังสามารถได้รับค่าจ้างตามปกติครับ

คำตอบ :   หากลาพักร้อนใช้ไม่หมดสามารถทบไปใช้ปีหน้าได้ครับ โดยกฎหมายแรงงานระบุไว้ชัดเจนว่า วันหยุดพักผ่อนประจำปีสามารถสะสม หรือเลื่อนไปใช้ในปีอื่นได้ แต่ขึ้นอยู่ที่การตกลงของนายจ้างและลูกจ้างด้วยครับ แต่ถ้าในกรณีที่ใช้วันพักร้อนไม่หมดแล้วขอเป็นเงินแทน ในกรณีนี้ถ้ายังเป็นพนักงานอยู่ กฎหมายไม่ได้บังคับให้นายจ้างเปลี่ยนวันพักร้อนที่เหลือเป็นเงินเมื่อถึงสิ้นปี ยกเว้นแต่ว่าลูกจ้างขอลาแล้วแต่นายจ้างเป็นฝ่ายไม่อนุญาตให้หยุดกรณีนี้กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายเงินชดเชยเป็นค่าทำงานในวันหยุดให้กับลูกจ้างครับแต่ถ้าเกิดในกรณีลาออก หรือถูกเลิกจ้างแบบไม่ได้ทำผิดในกรณีนี้จะได้คืนเป็นเงินครับ โดยนายจ้างต้องคำนวณและจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักร้อนสะสมที่ยังไม่ได้ใช้ คืนให้กับลูกจ้างตามสัดส่วนครับ

สรุปกฎหมายแรงงาน 

กฎหมายแรงงานเป็นสิ่งสำคัญในการคุ้มครองสิทธิและกำหนดหน้าที่การทำงานทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้างให้มีขอบเขตหน้าที่ในการทำงานที่ชัดเจน ทั้งเรื่องเวลาการทำงาน ค่าจ้าง หรือวันหยุดต่างๆ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีระบบและไม่เอาเปรียบกัน อีกทั้งยังช่วยให้องค์กรบริหารงานได้อย่างโปร่งใส ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่นให้พนักงาน

หากท่านใดยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ กฎหมายแรงงาน สามารถติดต่อมาได้ โทร. 02-1251363 Facebook : Build Me Up Consultant Line : @bmu001

This site uses cookies to offer you a better browsing experience. By browsing this website, you agree to our use of cookies.