สารบัญ
ภาษีซื้อรถยนต์คืออะไร
ภาษีซื้อรถยนต์ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ถูกเรียกเก็บเมื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือเช่ารถยนต์มาใช้ในกิจการ รวมถึงภาษีที่เกิดจากค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์คันนั้น เช่น ค่าซ่อมแซม ค่าอะไหล่ และค่าประกันภัย
ซื้อรถยนต์ประเภทไหนขอคืนภาษีซื้อได้
สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องการนำภาษีซื้อรถยนต์ ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมแซม และค่าประกันภัย มาหักออกจากภาษีขาย หรือขอคืนภาษี ตัวรถยนต์นั้นจะต้องมีลักษณะเป็นรถยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อการขนส่งหรือใช้ในกิจการโดยเฉพาะ โดยกลุ่มรถที่สามารถขอคืนภาษีซื้อได้มี ดังนี้
-
- รถกระบะตอนเดียว และ รถกระบะแคป 2 ประตู ต้องเป็นรถที่จดทะเบียนป้ายทะเบียนพื้นขาวตัวอักษรสีเขียว ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นการขนส่งสินค้า
- รถกระบะ 4 ประตู (Double Cab) ที่จดทะเบียนเป็นรถกระบะบรรทุก และมีน้ำหนักรถตามเกณฑ์ที่กรมสรรพสามิตกำหนด สามารถนำภาษีซื้อมาขอคืนได้ หากใช้ในการประกอบกิจการ
- รถตู้หรือรถโดยสารที่มีที่นั่ง เกิน 10 คน ต้องเป็นรถตู้ที่จัดวางเบาะนั่ง มากกว่า 10 ที่นั่ง โดยรวมคนขับด้วย และจดทะเบียนเป็นรถยนต์โดยสารส่วนบุคคล ซึ่งจะเป็นป้ายทะเบียนพื้นขาว ตัวอักษรสีน้ำเงิน
- รถบรรทุก รถเครน หรือรถเฉพาะทาง เป็นรถที่ใช้ในโรงงานหรือไซต์งานก่อสร้างที่ไม่ได้นำมาเพื่อให้นั่งส่วนบุคคล
นอกจากนี้ภาษีซื้อที่เกิดจาก ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมแซม ค่าอะไหล่ หรือค่าเบี้ยประกันภัย ของรถกลุ่มนี้ ก็สามารถนำมาเคลมภาษีซื้อได้ทั้งหมดเช่นกัน เพราะถือเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากรถที่ใช้ในกิจการโดยตรง
ซื้อรถยนต์ประเภทไหนขอคืนภาษีซื้อไม่ได้
รถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ทางสรรพากรระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นภาษีซื้อต้องห้าม เหตุผลหลักคือรถยนต์ประเภทนี้มีโอกาสสูงที่จะถูกนำไปใช้ส่วนตัวที่ไม่ได้เกี่ยวกับงานของกิจการ โดยกลุ่มรถที่สรรพากรไม่ให้เคลมภาษีซื้อได้ ดังนี้
-
- รถเก๋งทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์สันดาป รถไฮบริด (HEV/PHEV) หรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หากจดทะเบียนเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่เป็นป้ายขาวตัวอักษรสีดำ
- รถยนต์อเนกประสงค์ (SUV / PPV) เช่น Toyota Fortuner Isuzu MU-X Honda CR-V
- รถตู้ VIP ที่มีเบาะนั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง
นอกจากนี้ภาษีซื้อที่เกิดจาก ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมแซม ค่าอะไหล่ และค่าเบี้ยประกันภัย ที่เกี่ยวข้องกับรถกลุ่มนี้ทั้งหมด ก็ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามไม่สามารถนำมาขอคืนได้ แต่หากตรวจสอบแล้วพบได้ว่ามีการนำรถมาใช้งานจริงๆในกิจการ ภาษีซื้อต้องห้ามสามารถนำไปรวมเป็นต้นทุนของรถยนต์ เพื่อคิดค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายได้ โดยมูลค่ารถยนต์รวมภาษีซื้อที่จะนำมาคิดค่าเสื่อม จะต้องไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนภาษีซื้อของค่าน้ำมันหรือค่าซ่อมแซม ก็สามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้
ความแตกต่างทางภาษีของการเช่าซื้อ และ ลีสซิ่ง
การเช่าซื้อ (Hire Purchase)
สัญญาเช่าซื้อ (Hire Purchase) คือ สัญญาเช่าซื้อหรือการผ่อนสินค้าจะมีการแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ เช่น การนำรถยนต์มาให้ผู้เช่าซื้อนำไปใช้งาน โดยมีเงื่อนไขว่าผู้เช่าซื้อจะต้องผ่อนชำระเงินเป็นงวดๆ ตามที่ตกลงกันซึ่งในตลอดการผ่อนชำระนั้นการเป็นกรรมสิทธิ์หรือเจ้าของนั้นจะอยู่ในส่วนของผู้ให้เช่า แต่เมื่อผู้เช่าซื้อผ่อนจ่ายค่าสินค้าครบถ้วนตามจำนวนแล้ว ผู้ให้เช่าจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นให้ผู้เช่าซื้อ
การนำไปใช้ประโยชน์ทางภาษี
-
- ในการระหว่างการเช่าซื้อ สามารถนำค่าเสื่อมราคาของรถยนต์นั้นมาลงบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่เริ่มผ่อนชำระ และในส่วนของดอกเบี้ยก็บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายแยกได้ในส่วนของดอกเบี้ย
- กฎหมายกำหนดว่า รถยนต์จะหักค่าเสื่อมได้สูงสุด 20% ต่อปี แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือค่าเสื่อมราคาที่จะบันทึกในปีนั้น จะต้องไม่เกินยอดค่างวดรถที่ถึงกำหนดชำระตามสัญญาในรอบปีนั้น
- กรณีรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง ให้หักค่าเสื่อมราคาได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 20 ของมูลค่าต้นทุนเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท
การลีสซิ่ง (Leasing)
สัญญาลีสซิ่ง (Leasing) คือ สัญญาที่เจ้าของทรัพย์สินหรือผู้ให้เช่าได้ตกลงกับผู้เช่าว่า ในการเช่าแต่ละงวดนั้นให้ทำการชำระเป็นงวดๆจนครบกำหนดและเมื่อครบกำหนดชำระงวดสุดท้ายแล้ว ทางผู้เช่าสามารถเลือกได้ว่าจะทำการเช่าต่อ คืนทรัพย์สิน หรือทำการซื้อทรัพย์สินจากผู้ให้เช่า
การนำมาใช้ประโยชน์ทางภาษี
-
- ผู้ให้เช่ายังคงมีสิทธิที่จะหักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน เนื่องจากกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นยังไม่ได้โอนไปยังผู้เช่า
- ผู้เช่าไม่มีสิทธิ์หักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน แต่สามารถนำค่าเช่ามาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
- ในทางภาษีเงินค่าเช่าที่จ่ายรายเดือนต้องบันทึกบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายได้เต็มจำนวนที่จ่ายจริง ส่วนในทางบัญชีจะบันทึกเป็นค่าเช่าหรืออาจสามารถบันทึกเป็นทรัพย์สินหากเข้าเงื่อนไขของการเป็นสัญญาเช่าเงินทุน
- กรณีเป็นการเช่ารถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารส่วนบุคคลที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คนนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ไม่เกินเดือนละ 36,000 บาท หรือไม่เกินคันละ 1,200 บาทต่อวัน
เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมสำหรับการขอคืนภาษีซื้อรถยนต์
-
- ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ต้องตรวจเช็กให้ครบถ้วนว่ามีการระบุ ชื่อบริษัท ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ของกิจการถูกต้องหรือไม่และมีรายละเอียดของรถยนต์หรือค่าบริการระบุไว้ชัดเจนไหม
- สำเนาสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันประเภทของรถยนต์ว่าตรงตามเงื่อนไขที่สามารถขอคืนภาษีซื้อได้จริง
- สัญญาเช่าซื้อ หรือ สัญญาลีสซิ่ง กรณีไม่ได้ซื้อเงินสด เป็นเอกสารที่มีความจำเป็นอย่างมากในการนำมาใช้อ้างอิงเงื่อนไขทางบัญชี
- ใบกำกับภาษีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ สำหรับค่าซ่อมแซม ค่าอะไหล่ หรือค่าน้ำมัน โดยเฉพาะค่าน้ำมันสรรพากรกำหนดให้ต้องมีการระบุ เลขทะเบียนรถยนต์ คันที่เติมลงไปในใบกำกับภาษีด้วย เพื่อตรวจสอบและยืนยันว่าเป็นค่าใช้จ่ายของรถยนต์ที่ใช้ในกิจการจริง
คำถามที่พบบ่อย(FAQ)
Q1. เมื่อต้องขายรถยนต์ของบริษัท ต้องระวังเรื่องภาษีขายอย่างไร?
คำตอบ : เมื่อต้องขายรถยนต์ของบริษัทออกไป ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ประเภทไหนทั้งรถที่ขอคืนภาษีได้หรือที่เป็นรถภาษีต้องห้าม ก็จะต้องทำการออกใบกำกับภาษีและเรียกเก็บภาษีขายจากผู้ซื้อเพื่อนำส่งสรรพากรเสมอครับ
Q2. ต้องเป็นผู้ประกอบการที่จดvat ไหม ถึงจะเคลมภาษีซื้อได้
คำตอบ : ใช่ครับ จะต้องเป็นผู้ประกอบการที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเท่านั้นถึงจะทำการเคลมภาษีซื้อได้
Q3. แล้วถ้ากิจการยังไม่ได้จดภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีที่จ่ายไปตอนซื้อรถจะทำอย่างไร
คำตอบ : หากกิจการยังไม่ได้ทำการจดภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ในตอนซื้อรถยนต์เราได้ทำการจ่ายค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % สามารถนำภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% นั้นไปรวมเป็นต้นทุนของทรัพย์สิน หรือ ค่าใช้จ่ายของกิจการได้ ซึ่งยอดนี้จะไปช่วยลดกำไรสุทธิ ทำให้บริษัทเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลน้อยลง
สรุป
ภาษีซื้อรถยนต์ เป็นสิ่งที่สำคัญควรทำความเข้าใจและแยกประภทของรถให้ชัดเจน ว่ารถประเภทไหนสามารถนำมาเคลมภาษีมูลค่าเพิ่มได้ และรถยนต์ประเภทไหนถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม รวมไปถึงการเลือกรูปแบบของสัญญาทั้ง การเช่าซื้อหรือการลีสซิ่ง เพื่อช่วยให้กิจการได้ประโยชน์ภาษีที่คุ้มค่า
หากท่านใดยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับภาษีซื้อรถยนต์ ติดต่อมาได้ โทร. 02-1251363 Facebook : Build Me Up Consultant Line : @bmu001
เขียนโดย (Author)
คุณ ธเณศ เฮงตระกูลสิน
ตำแหน่ง : CEO บริษัท บิลด์มีอัพ คอนซัลแทนท์ จำกัด
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เลขทะเบียน 10228
ประสบการณ์ : ผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบบัญชี สำนักงานสอบบัญชี EY (Big4)
ผู้ผ่านการทดสอบ หลักสูตรประกาศนียบัตรการรายงานทางการเงินไทย (DipTFR)
ปริญญาตรี : คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปริญญาโท : คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ หลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน Nida (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง)

