ค่าใช้จ่ายบวกกลับทางภาษี คืออะไร รวมรายการต้องห้ามที่ควรรู้

ค่าใช้จ่ายบวกกลับทางภาษี
icon รับทำบัญชี
icon ติดต่อ Line
icon ดูรีวิวจากลูกค้า

สารบัญ 

    1. ค่าใช้จ่ายบวกกลับ คืออะไร และทำไมสรรพากรจึงกำหนดให้ต้องทำ
    2. ความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ระหว่างค่าใช้จ่ายทางบัญชีกับทางภาษี
    3. เจาะลึกค่าใช้จ่ายบวกกลับมีอะไรบ้าง สรุป 4 กลุ่มหลักที่พบได้บ่อย
    4. วิธีคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีเพื่อยื่นภาษีประจำปี
    5. ตัวอย่างการคำนวณและสูตรปรับปรุงค่าใช้จ่ายบวกกลับทางภาษี
    6. ข้อควรระวังหากธุรกิจลืมบวกกลับรายจ่ายต้องห้าม
    7. วางระบบภาษีนิติบุคคลให้ไร้กังวลกับ Build Me Up Consultant
    8. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายบวกกลับ

การทำบัญชีนิติบุคคลเพื่อยื่นภาษีประจำปี เป็นเรื่องที่สร้างความสับสนให้กับผู้ประกอบการมือใหม่ไม่น้อย เพราะหลายครั้งกำไรที่คุณเห็นในงบการเงินทางบัญชี กลับไม่ใช่ยอดที่จะนำไปคำนวณภาษีจริง ๆ และนี่คือจุดเริ่มต้นของคำว่าค่าใช้จ่ายบวกกลับ ที่หากละเลยไป อาจนำมาซึ่งเบี้ยปรับที่บานปลายในอนาคต Build Me Up Consultant จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงหลักเกณฑ์นี้อย่างละเอียด เพื่อให้กิจการของคุณวางแผนภาษีได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และไม่มีปัญหาในภายหลังจากระบบตรวจสอบของกรมสรรพากร

ค่าใช้จ่ายบวกกลับ คืออะไร และทำไมสรรพากรจึงกำหนดให้ต้องทำ

ค่าใช้จ่ายบวกกลับ คือ การปรับปรุงกำไรสุทธิในแบบ ภ.ง.ด.50 โดยนำรายการค่าใช้จ่ายบางประเภทที่ธุรกิจได้บันทึกไว้ในสมุดบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีทั่วไป กลับเข้ามาบวกเพิ่มในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี เนื่องจากประมวลรัษฎากรไม่ยินยอมให้นำเงินส่วนนี้มาหักออกเพื่อลดภาระภาษีประจำปี

  • เหตุผลที่กรมสรรพากรต้องกำหนดให้มีการปรับปรุงรายการค่าใช้จ่ายบวกกลับทางภาษี เนื่องจากหลักการจัดทำบัญชีนั้นมุ่งเน้นการสะท้อนผลการดำเนินงานที่แท้จริงขององค์กร แต่หลักเกณฑ์ทางภาษีถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อสร้างความเท่าเทียม ป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี และจำกัดการนำรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องหรือรายจ่ายฟุ่มเฟือยมาใช้ลดหย่อนภาษีนั่นเอง

ความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ระหว่างค่าใช้จ่ายทางบัญชีกับทางภาษี

ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าตัวเลขกำไรทางบัญชีสามารถนำไปยื่นภาษีได้ทันที แต่ในความเป็นจริงแล้ว หลักเกณฑ์ทั้งสองมีเป้าหมายและจุดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้

  • หลักเกณฑ์ทางบัญชี : มุ่งเน้นไปที่การบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น (เกณฑ์คงค้าง) เพื่อแสดงภาพรวมสุขภาพการเงินที่โปร่งใสให้ผู้ถือหุ้นหรือบุคคลภายนอกรับทราบ
  • หลักเกณฑ์ทางภาษี : ยึดตามหลักประมวลรัษฎากร (โดยเฉพาะมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี) เพื่อคำนวณฐานภาษีที่ถูกต้อง รายจ่ายใดที่กฎหมายระบุว่าเป็น “รายจ่ายต้องห้าม” แม้จะจ่ายจริงในทางบัญชี ก็ต้องถูกนำมาปรับปรุงเป็นค่าใช้จ่ายบวกกลับทุกกรณี
  • การบันทึกระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม : สำหรับกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องแยกแยะภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ออกจากต้นทุนอย่างชัดเจน เพราะภาษีซื้อบางประเภทไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ และต้องนำมาบวกกลับเช่นกัน

เจาะลึกค่าใช้จ่ายบวกกลับมีอะไรบ้าง สรุป 4 กลุ่มหลักที่พบได้บ่อย

ค่าใช้จ่ายบวกกลับมีอะไรบ้าง

หากคุณกำลังสงสัยว่าในแต่ละงวดปี ค่าใช้จ่ายบวกกลับมีอะไรบ้างที่สำนักงานบัญชีมักจะระบุให้ปรับปรุงรายการ เราได้สรุป 4 กลุ่มรายจ่ายต้องห้ามยอดฮิตที่สรรพากรจับตามองเป็นพิเศษมาไว้ให้แล้ว

1. รายจ่ายส่วนตัวของกรรมการและสวัสดิการพนักงานที่เกินสมควร

หมายถึง รายจ่ายที่ไม่ได้มีความจำเป็นหรือไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหารายได้ของกิจการโดยตรง เช่น ค่าน้ำมันรถยนต์ส่วนตัวของกรรมการที่ไม่มีบันทึกการเดินทางเพื่อธุรกิจ ค่าท่องเที่ยวส่วนตัว หรือการจัดสวัสดิการส่วนบุคคลที่อยู่นอกเหนือกฎระเบียบของบริษัท ยอดเงินเหล่านี้ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามที่ต้องนำมาปรับปรุงรายการทุกบาท

2. รายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานประกอบหรือขาดข้อมูลผู้รับเงินที่ชัดเจน

ในทางบัญชีแม้จะมีการจ่ายเงินจริง แต่หากเอกสารประกอบการจ่าย เช่น บิลเงินสด หรือใบเสร็จรับเงิน ขาดข้อมูลที่สำคัญอย่าง ชื่อ ที่อยู่ หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้รับเงิน หรือเป็นเอกสารที่ไม่สามารถตรวจสอบตัวตนของคู่ค้าได้ ทางภาษีจะไม่ยอมรับและถูกตีความว่าเป็นค่าใช้จ่ายบวกกลับทันที

3. เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับทางอาญาจากการทำผิดกฎหมาย

ไม่ว่าจะเป็นค่าปรับจากการยื่นแบบภาษีล่าช้า เบี้ยปรับและเงินเพิ่มทางภาษีอากร หรือแม้กระทั่งค่าปรับจราจรของรถยนต์ในบริษัท รายจ่ายที่เกิดจากการทำผิดกฎหมายเหล่านี้ กฎหมายภาษีสั่งห้ามนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเด็ดขาด เจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องนำยอดนี้มาบวกเพิ่มกลับเข้าไป

4. ค่ารับรองลูกค้าส่วนที่เกินอัตราหรือหลักเกณฑ์ที่กระทรวงกำหนด

ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 143 ค่ารับรองลูกค้าสามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ไม่เกินร้อยละ 0.3 ของยอดรายได้หรือทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว (แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า) และมีเพดานสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท ส่วนเกินจากสัดส่วนนี้ หรือค่าสิ่งของที่ให้ลูกค้าเกินคนละ 2,000 บาทต่อคราว จะต้องถูกนำมาทำการปรับปรุงรายการเป็นค่าใช้จ่ายบวกกลับ

วิธีคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีเพื่อยื่นภาษีประจำปี

วิธีคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี

การหาฐานกำไรสุทธิเพื่อนำไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล มีขั้นตอนการปรับปรุงงบการเงินหลังบ้านอย่างเป็นระบบ ซึ่งสามารถทำตามเกณฑ์ได้ ดังนี้

  1. เริ่มต้นจากตัวเลข “กำไรสุทธิ (ขาดทุนสุทธิ) ทางบัญชี” จากงบกำไรขาดทุนที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบแล้ว
  2. ตรวจสอบและรวบรวมค่าใช้จ่ายบวกกลับ หรือรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี ทั้งหมดในรอบปี
  3. นำยอดรวมรายจ่ายต้องห้ามไปบวกเพิ่มเข้ากับกำไรทางบัญชี
  4. หักออกด้วยรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี หรือรายจ่ายที่หักได้เพิ่มขึ้นตามสิทธิประโยชน์ทางภาษี (ถ้ามี)
  5. ผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้คือ “กำไรสุทธิทางภาษี” ที่จะนำไปคูณอัตราภาษีเพื่อยื่นแบบ ภ.ง.ด.50

ตัวอย่างการคำนวณและสูตรปรับปรุงค่าใช้จ่ายบวกกลับทางภาษี

เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของระบบบัญชีและภาษีได้ง่ายขึ้น มาดูสูตรและเคสตัวอย่างในการคำนวณกัน

สูตรการคำนวณ

กำไรสุทธิทางภาษี = กำไรสุทธิทางบัญชี + ค่าใช้จ่ายที่ต้องบวกกลับ – รายได้ที่ยกเว้นภาษี

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง

บริษัท สมาร์ทธุรกิจ จำกัด มีผลประกอบการประจำปี ดังนี้

  • มีกำไรสุทธิทางบัญชีอยู่ที่ 1,000,000 บาท
  • ตรวจสอบพบค่ารับรองส่วนที่เกินเกณฑ์กฎหมาย 20,000 บาท
  • มีรายการเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากการยื่นภาษีล่าช้า 10,000 บาท
  • มีค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการบริษัท 30,000 บาท

ขั้นตอนการปรับปรุงรายการ

  • กำไรสุทธิทางภาษี = 1,000,000 + (20,000 + 10,000 + 30,000)
  • กำไรสุทธิทางภาษี = 1,060,000 บาท

จากตัวอย่างด้านบน จะเห็นว่าฐานภาษีของบริษัทจะขยับขึ้นจาก 1,000,000 บาท เป็น 1,060,000 บาท จากการปรับปรุงตัวเลขรายจ่ายต้องห้ามเหล่านี้นั่นเอง

ข้อควรระวังหากธุรกิจลืมบวกกลับรายจ่ายต้องห้าม

การส่งงบการเงินและยื่นภาษีโดยไม่ได้ทำการตรวจสอบรายการปรับปรุงอย่างรัดกุม อาจทำให้องค์กรของคุณต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงร้ายแรงทางกฎหมาย ดังนี้

  • การถูกประเมินภาษีย้อนหลัง : กรมสรรพากรมีอำนาจในการตรวจสอบ และประเมินภาษีเพิ่มเติมย้อนหลังได้สูงสุดถึง 5 ปี ในกรณีทั่วไป หรือนานถึง 10 ปี หากพบเจตนาทุจริต
  • ภาระเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม : หากตรวจพบว่ายื่นภาษีขาดไปจากการลืมบวกกลับรายจ่ายต้องห้าม กิจการอาจต้องเสียเบี้ยปรับสูงสุดถึง 2 เท่าของภาษีที่ขาด และต้องเสียเงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) ในอัตรา 1.5% ต่อเดือน
  • ความน่าเชื่อถือของงบการเงินลดลง : ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายงานของผู้สอบบัญชี ซึ่งอาจทำให้โครงสร้างธุรกิจขาดความน่าเชื่อถือในการยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน หรือการร่วมลงทุนในอนาคต

วางระบบภาษีนิติบุคคลให้ไร้กังวลกับ Build Me Up Consultant

หมดกังวลกับปัญหารายจ่ายต้องห้าม และการปรับปรุงงบการเงินที่ยุ่งยากซับซ้อน ให้ผู้เชี่ยวชาญจากทีมงานของเราคอยดูแลคุณอย่างใกล้ชิด

Build Me Up Consultant พร้อมให้บริการรับทำบัญชี วางระบบบัญชี และตรวจสอบภาษีอากรอย่างครบวงจรโดยทีมนักบัญชีมืออาชีพ ช่วยให้ธุรกิจของคุณประหยัดภาษีได้อย่างถูกกฎหมาย และเติบโตได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย ติดต่อสอบถามบริการเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 021251363 Facebook : Build Me Up Consultant Line : @bmu001

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายบวกกลับ 

บุคคลธรรมดาต้องคำนวณค่าใช้จ่ายบวกกลับด้วยไหม 

ไม่ต้อง เนื่องจากบุคคลธรรมดาเสียภาษีจากฐานเงินได้พึงประเมินและหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์เหมาหรือตามจริงตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้ใช้ฐานกำไรสุทธิทางบัญชีแบบนิติบุคคล

ขาดทุนสุทธิทางบัญชี ต้องทำรายการบวกกลับหรือไม่ 

ต้องทำ หากงวดปีนั้นมีรายจ่ายต้องห้ามเกิดขึ้นจริง กิจการต้องนำมาบวกกลับเพื่อปรับปรุงยอดขาดทุนสะสมทางภาษีให้ถูกต้องตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร

ค่าแอดโฆษณา Facebook และ Google ต้องบวกกลับไหม 

ไม่ต้องบวกกลับ ถ้ายื่นแบบ ภ.พ.36 เพื่อนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนแพลตฟอร์มต่างประเทศให้ครบถ้วน ค่าโฆษณานั้นจะถือเป็นรายจ่ายทางภาษีของบริษัทได้ 100%

ซื้อของเข้าร้านผ่านแอปออนไลน์ ไม่มีใบกำกับหักได้ไหม 

หักต้นทุนได้ถ้ามีสลิปโอนเงินระบุตัวตนผู้ขายชัดเจน แต่ต้องบวกกลับเฉพาะส่วน “ภาษีซื้อ” ที่ไม่มีใบกำกับภาษีเต็มรูป เพราะกฎหมายห้ามนำมาหักเป็นรายจ่าย

ยื่นภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.51 ต้องคิดยอดบวกกลับไหม

ต้องคิด กิจการจำเป็นต้องประมาณการรายจ่ายต้องห้ามที่จะเกิดขึ้นตลอดทั้งปี เพื่อนำมาคำนวณสะท้อนกำไรสุทธิคาดการณ์ในการยื่นภาษีครึ่งปีให้ใกล้เคียงความจริง


This site uses cookies to offer you a better browsing experience. By browsing this website, you agree to our use of cookies.