สารบัญ
-
- ค่าใช้จ่ายบวกกลับ คืออะไร และทำไมสรรพากรจึงกำหนดให้ต้องทำ
- ความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ระหว่างค่าใช้จ่ายทางบัญชีกับทางภาษี
- เจาะลึกค่าใช้จ่ายบวกกลับมีอะไรบ้าง สรุป 4 กลุ่มหลักที่พบได้บ่อย
- วิธีคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีเพื่อยื่นภาษีประจำปี
- ตัวอย่างการคำนวณและสูตรปรับปรุงค่าใช้จ่ายบวกกลับทางภาษี
- ข้อควรระวังหากธุรกิจลืมบวกกลับรายจ่ายต้องห้าม
- วางระบบภาษีนิติบุคคลให้ไร้กังวลกับ Build Me Up Consultant
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายบวกกลับ
การทำบัญชีนิติบุคคลเพื่อยื่นภาษีประจำปี เป็นเรื่องที่สร้างความสับสนให้กับผู้ประกอบการมือใหม่ไม่น้อย เพราะหลายครั้งกำไรที่คุณเห็นในงบการเงินทางบัญชี กลับไม่ใช่ยอดที่จะนำไปคำนวณภาษีจริง ๆ และนี่คือจุดเริ่มต้นของคำว่าค่าใช้จ่ายบวกกลับ ที่หากละเลยไป อาจนำมาซึ่งเบี้ยปรับที่บานปลายในอนาคต Build Me Up Consultant จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงหลักเกณฑ์นี้อย่างละเอียด เพื่อให้กิจการของคุณวางแผนภาษีได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และไม่มีปัญหาในภายหลังจากระบบตรวจสอบของกรมสรรพากร
ค่าใช้จ่ายบวกกลับ คืออะไร และทำไมสรรพากรจึงกำหนดให้ต้องทำ
ค่าใช้จ่ายบวกกลับ คือ การปรับปรุงกำไรสุทธิในแบบ ภ.ง.ด.50 โดยนำรายการค่าใช้จ่ายบางประเภทที่ธุรกิจได้บันทึกไว้ในสมุดบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีทั่วไป กลับเข้ามาบวกเพิ่มในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี เนื่องจากประมวลรัษฎากรไม่ยินยอมให้นำเงินส่วนนี้มาหักออกเพื่อลดภาระภาษีประจำปี
- เหตุผลที่กรมสรรพากรต้องกำหนดให้มีการปรับปรุงรายการค่าใช้จ่ายบวกกลับทางภาษี เนื่องจากหลักการจัดทำบัญชีนั้นมุ่งเน้นการสะท้อนผลการดำเนินงานที่แท้จริงขององค์กร แต่หลักเกณฑ์ทางภาษีถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อสร้างความเท่าเทียม ป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี และจำกัดการนำรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องหรือรายจ่ายฟุ่มเฟือยมาใช้ลดหย่อนภาษีนั่นเอง
ความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ระหว่างค่าใช้จ่ายทางบัญชีกับทางภาษี
ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าตัวเลขกำไรทางบัญชีสามารถนำไปยื่นภาษีได้ทันที แต่ในความเป็นจริงแล้ว หลักเกณฑ์ทั้งสองมีเป้าหมายและจุดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้
- หลักเกณฑ์ทางบัญชี : มุ่งเน้นไปที่การบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น (เกณฑ์คงค้าง) เพื่อแสดงภาพรวมสุขภาพการเงินที่โปร่งใสให้ผู้ถือหุ้นหรือบุคคลภายนอกรับทราบ
- หลักเกณฑ์ทางภาษี : ยึดตามหลักประมวลรัษฎากร (โดยเฉพาะมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี) เพื่อคำนวณฐานภาษีที่ถูกต้อง รายจ่ายใดที่กฎหมายระบุว่าเป็น “รายจ่ายต้องห้าม” แม้จะจ่ายจริงในทางบัญชี ก็ต้องถูกนำมาปรับปรุงเป็นค่าใช้จ่ายบวกกลับทุกกรณี
- การบันทึกระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม : สำหรับกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องแยกแยะภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ออกจากต้นทุนอย่างชัดเจน เพราะภาษีซื้อบางประเภทไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ และต้องนำมาบวกกลับเช่นกัน
เจาะลึกค่าใช้จ่ายบวกกลับมีอะไรบ้าง สรุป 4 กลุ่มหลักที่พบได้บ่อย

หากคุณกำลังสงสัยว่าในแต่ละงวดปี ค่าใช้จ่ายบวกกลับมีอะไรบ้างที่สำนักงานบัญชีมักจะระบุให้ปรับปรุงรายการ เราได้สรุป 4 กลุ่มรายจ่ายต้องห้ามยอดฮิตที่สรรพากรจับตามองเป็นพิเศษมาไว้ให้แล้ว
1. รายจ่ายส่วนตัวของกรรมการและสวัสดิการพนักงานที่เกินสมควร
หมายถึง รายจ่ายที่ไม่ได้มีความจำเป็นหรือไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหารายได้ของกิจการโดยตรง เช่น ค่าน้ำมันรถยนต์ส่วนตัวของกรรมการที่ไม่มีบันทึกการเดินทางเพื่อธุรกิจ ค่าท่องเที่ยวส่วนตัว หรือการจัดสวัสดิการส่วนบุคคลที่อยู่นอกเหนือกฎระเบียบของบริษัท ยอดเงินเหล่านี้ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามที่ต้องนำมาปรับปรุงรายการทุกบาท
2. รายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานประกอบหรือขาดข้อมูลผู้รับเงินที่ชัดเจน
ในทางบัญชีแม้จะมีการจ่ายเงินจริง แต่หากเอกสารประกอบการจ่าย เช่น บิลเงินสด หรือใบเสร็จรับเงิน ขาดข้อมูลที่สำคัญอย่าง ชื่อ ที่อยู่ หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้รับเงิน หรือเป็นเอกสารที่ไม่สามารถตรวจสอบตัวตนของคู่ค้าได้ ทางภาษีจะไม่ยอมรับและถูกตีความว่าเป็นค่าใช้จ่ายบวกกลับทันที
3. เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับทางอาญาจากการทำผิดกฎหมาย
ไม่ว่าจะเป็นค่าปรับจากการยื่นแบบภาษีล่าช้า เบี้ยปรับและเงินเพิ่มทางภาษีอากร หรือแม้กระทั่งค่าปรับจราจรของรถยนต์ในบริษัท รายจ่ายที่เกิดจากการทำผิดกฎหมายเหล่านี้ กฎหมายภาษีสั่งห้ามนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเด็ดขาด เจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องนำยอดนี้มาบวกเพิ่มกลับเข้าไป
4. ค่ารับรองลูกค้าส่วนที่เกินอัตราหรือหลักเกณฑ์ที่กระทรวงกำหนด
ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 143 ค่ารับรองลูกค้าสามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ไม่เกินร้อยละ 0.3 ของยอดรายได้หรือทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว (แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า) และมีเพดานสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท ส่วนเกินจากสัดส่วนนี้ หรือค่าสิ่งของที่ให้ลูกค้าเกินคนละ 2,000 บาทต่อคราว จะต้องถูกนำมาทำการปรับปรุงรายการเป็นค่าใช้จ่ายบวกกลับ
วิธีคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีเพื่อยื่นภาษีประจำปี

การหาฐานกำไรสุทธิเพื่อนำไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล มีขั้นตอนการปรับปรุงงบการเงินหลังบ้านอย่างเป็นระบบ ซึ่งสามารถทำตามเกณฑ์ได้ ดังนี้
- เริ่มต้นจากตัวเลข “กำไรสุทธิ (ขาดทุนสุทธิ) ทางบัญชี” จากงบกำไรขาดทุนที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบแล้ว
- ตรวจสอบและรวบรวมค่าใช้จ่ายบวกกลับ หรือรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี ทั้งหมดในรอบปี
- นำยอดรวมรายจ่ายต้องห้ามไปบวกเพิ่มเข้ากับกำไรทางบัญชี
- หักออกด้วยรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี หรือรายจ่ายที่หักได้เพิ่มขึ้นตามสิทธิประโยชน์ทางภาษี (ถ้ามี)
- ผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้คือ “กำไรสุทธิทางภาษี” ที่จะนำไปคูณอัตราภาษีเพื่อยื่นแบบ ภ.ง.ด.50
ตัวอย่างการคำนวณและสูตรปรับปรุงค่าใช้จ่ายบวกกลับทางภาษี
เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของระบบบัญชีและภาษีได้ง่ายขึ้น มาดูสูตรและเคสตัวอย่างในการคำนวณกัน
สูตรการคำนวณ
กำไรสุทธิทางภาษี = กำไรสุทธิทางบัญชี + ค่าใช้จ่ายที่ต้องบวกกลับ – รายได้ที่ยกเว้นภาษี
ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง
บริษัท สมาร์ทธุรกิจ จำกัด มีผลประกอบการประจำปี ดังนี้
- มีกำไรสุทธิทางบัญชีอยู่ที่ 1,000,000 บาท
- ตรวจสอบพบค่ารับรองส่วนที่เกินเกณฑ์กฎหมาย 20,000 บาท
- มีรายการเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากการยื่นภาษีล่าช้า 10,000 บาท
- มีค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการบริษัท 30,000 บาท
ขั้นตอนการปรับปรุงรายการ
- กำไรสุทธิทางภาษี = 1,000,000 + (20,000 + 10,000 + 30,000)
- กำไรสุทธิทางภาษี = 1,060,000 บาท
จากตัวอย่างด้านบน จะเห็นว่าฐานภาษีของบริษัทจะขยับขึ้นจาก 1,000,000 บาท เป็น 1,060,000 บาท จากการปรับปรุงตัวเลขรายจ่ายต้องห้ามเหล่านี้นั่นเอง
ข้อควรระวังหากธุรกิจลืมบวกกลับรายจ่ายต้องห้าม
การส่งงบการเงินและยื่นภาษีโดยไม่ได้ทำการตรวจสอบรายการปรับปรุงอย่างรัดกุม อาจทำให้องค์กรของคุณต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงร้ายแรงทางกฎหมาย ดังนี้
- การถูกประเมินภาษีย้อนหลัง : กรมสรรพากรมีอำนาจในการตรวจสอบ และประเมินภาษีเพิ่มเติมย้อนหลังได้สูงสุดถึง 5 ปี ในกรณีทั่วไป หรือนานถึง 10 ปี หากพบเจตนาทุจริต
- ภาระเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม : หากตรวจพบว่ายื่นภาษีขาดไปจากการลืมบวกกลับรายจ่ายต้องห้าม กิจการอาจต้องเสียเบี้ยปรับสูงสุดถึง 2 เท่าของภาษีที่ขาด และต้องเสียเงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) ในอัตรา 1.5% ต่อเดือน
- ความน่าเชื่อถือของงบการเงินลดลง : ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายงานของผู้สอบบัญชี ซึ่งอาจทำให้โครงสร้างธุรกิจขาดความน่าเชื่อถือในการยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน หรือการร่วมลงทุนในอนาคต
วางระบบภาษีนิติบุคคลให้ไร้กังวลกับ Build Me Up Consultant
หมดกังวลกับปัญหารายจ่ายต้องห้าม และการปรับปรุงงบการเงินที่ยุ่งยากซับซ้อน ให้ผู้เชี่ยวชาญจากทีมงานของเราคอยดูแลคุณอย่างใกล้ชิด
Build Me Up Consultant พร้อมให้บริการรับทำบัญชี วางระบบบัญชี และตรวจสอบภาษีอากรอย่างครบวงจรโดยทีมนักบัญชีมืออาชีพ ช่วยให้ธุรกิจของคุณประหยัดภาษีได้อย่างถูกกฎหมาย และเติบโตได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย ติดต่อสอบถามบริการเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 021251363 Facebook : Build Me Up Consultant Line : @bmu001
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายบวกกลับ
บุคคลธรรมดาต้องคำนวณค่าใช้จ่ายบวกกลับด้วยไหม
ไม่ต้อง เนื่องจากบุคคลธรรมดาเสียภาษีจากฐานเงินได้พึงประเมินและหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์เหมาหรือตามจริงตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้ใช้ฐานกำไรสุทธิทางบัญชีแบบนิติบุคคล
ขาดทุนสุทธิทางบัญชี ต้องทำรายการบวกกลับหรือไม่
ต้องทำ หากงวดปีนั้นมีรายจ่ายต้องห้ามเกิดขึ้นจริง กิจการต้องนำมาบวกกลับเพื่อปรับปรุงยอดขาดทุนสะสมทางภาษีให้ถูกต้องตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร
ค่าแอดโฆษณา Facebook และ Google ต้องบวกกลับไหม
ไม่ต้องบวกกลับ ถ้ายื่นแบบ ภ.พ.36 เพื่อนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนแพลตฟอร์มต่างประเทศให้ครบถ้วน ค่าโฆษณานั้นจะถือเป็นรายจ่ายทางภาษีของบริษัทได้ 100%
ซื้อของเข้าร้านผ่านแอปออนไลน์ ไม่มีใบกำกับหักได้ไหม
หักต้นทุนได้ถ้ามีสลิปโอนเงินระบุตัวตนผู้ขายชัดเจน แต่ต้องบวกกลับเฉพาะส่วน “ภาษีซื้อ” ที่ไม่มีใบกำกับภาษีเต็มรูป เพราะกฎหมายห้ามนำมาหักเป็นรายจ่าย
ยื่นภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.51 ต้องคิดยอดบวกกลับไหม
ต้องคิด กิจการจำเป็นต้องประมาณการรายจ่ายต้องห้ามที่จะเกิดขึ้นตลอดทั้งปี เพื่อนำมาคำนวณสะท้อนกำไรสุทธิคาดการณ์ในการยื่นภาษีครึ่งปีให้ใกล้เคียงความจริง

