กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร พร้อมทั้งบอกความแตกต่างระหว่างกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร พร้อมทั้งบอกความแตกต่างระหว่างกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ by bmu
icon รับทำบัญชี
icon ติดต่อ Line
icon ดูรีวิวจากลูกค้า

สารบัญ 

    1. กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร
    2. กิจการใดที่ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
    3. กิจการใดที่ได้รับการยกเว้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
    4. กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มเมื่อไร
    5. ขั้นตอนในการขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
    6. เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ในการรับเงินคืนจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
    1. ขั้นตอนในการขอรับเงินคืน
    2. ประโยชน์ของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
    3. บทลงโทษหากนายจ้างยื่นและไม่นำส่งให้ครบถ้วน
    4. ความแตกต่างกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
    5. คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
    6. สรุปกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร?

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คือ กองทุนที่จัดตั้งขึ้นขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันและสวัสดิการพนักงานอีกรูปแบบหนึ่ง ในกรณีลาออกจากงานหรือถูกเลิกจ้าง การเกษียณอายุ หรือนายจ้างประสบปัญหาล้มละลาย ปิดกิจการ หรือจงใจไม่จ่ายเงิน กองทุนนี้จะเข้ามาทำหน้าที่จ่ายเงินส่วนนั้นแทนเพื่อให้ลูกจ้างมีเงินทุนสำรองไว้ใช้จ่ายในช่วงที่ขาดรายได้

กิจการใดที่ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 

  1. กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
  2. กิจการที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือไม่มีกองทุนสงเคราะห์เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างเมื่อออกจากงานหรือเสียชีวิต
  3. กรณีที่กิจการจะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว แต่มีลูกจ้างที่ยังไม่ผ่านทดลองงาน หรือเลือกที่จะไม่เข้าร่วมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นายจ้างจะต้องให้ลูกจ้างเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

กิจการใดที่ได้รับการยกเว้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 

  1. กิจการที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน
  2. นายจ้างที่ได้จัดสวัสดิการหรือการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างให้เข้าร่วมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว
  3. กิจการบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับการยกเว้น เช่น มูลนิธิ สมาคม งานที่ไม่แสวงหาผลกำไร หรือโรงเรียนเอกชน

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มเมื่อไร 

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกฎหมายกำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างจะร่วมกันนำส่งเงินเข้ากองทุนตามอัตราที่กำหนด ในช่วง 5 ปีแรกเพื่อสะสมเป็นเงินสำรองของลูกจ้างในอนาคตโดยจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะเวลา ดังนี้

  1. ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2569 – 30 ก.ย. 2574 จะหักเงินสะสมลูกจ้างและหักเงินสมทบนายจ้าง 0.25% ของค่าจ้าง
  2. ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2574 เป็นต้นไป จะหักเงินสะสมลูกจ้างและหักเงินสมทบนายจ้าง 0.50% ของค่าจ้าง

วิธีการหักเงินและนำส่ง

  1. นายจ้างจะต้องหักเงินสะสมของลูกจ้างจากค่าจ้างโดยตรงทุกงวดการจ่ายเงินเดือน
  2. นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมให้กับกองทุนในอัตราที่กำหนด
  3. ต้องนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

ขั้นตอนในการขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

  1. การขึ้นทะเบียนกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ยื่นแบบฟอร์มเพื่อขึ้นทะเบียนนายจ้างและลูกจ้างกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยแบบฟอร์มที่ใช้ คือ
    •  สกล.3 แบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง เพื่อแจ้งขึ้นทะเบียนรายชื่อพนักงานที่ต้องเข้าร่วมกองทุน
    • สกล.3/1 สำหรับสถานประกอบการที่กฎหมายยกเว้น แต่มีความประสงค์จะสมัครใจเข้าร่วมกองทุน
    • สกล.3/2 ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขรายชื่อ ข้อมูลลูกจ้างในภายหลัง
    • สกล.4 เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบผ่านแล้ว นายจ้างจะได้รับ หนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนกลับมาเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน

2. การหักเงินสะสมและการคำนวณเงินสมทบทุกเดือนนายจ้างมีหน้าที่คำนวณและหักเงินจากค่าจ้างของลูกจ้างในทุกงวดการจ่ายเงินเดือน โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ วันที่ 1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2574หักเงินสะสมลูกจ้างและจ่ายเงินสมทบของนายจ้าง 0.25% ของค่าจ้าง และหลังจากวันที่ 1 ต.ค. 2574 เป็นต้นไป จะหักเงินสะสมลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้าง 0.50 % ของค่าจ้าง

3. นายจ้างจะต้องนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบ และยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง (สกล.3)ไปยังสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานประจำจังหวัด ภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน

4. นายจ้างต้องแจ้งรายละเอียดและข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ลูกจ้างทราบภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 วันหลังจากเริ่มนำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

5. หากในเดือนนั้นๆ มีพนักงานเข้าใหม่ พนักงานลาออก หรือมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคล นายจ้างต้องยื่นแบบ สกล.3/2 พร้อมกับการนำส่งเงินในงวดเดือนนั้นๆ

เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ในการรับเงินคืนจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

กรณีลูกจ้างออกจากงาน 

    • ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสะสมและเงินสมทบที่นายจ้างนำส่งเข้ากองทุนเต็มจำนวน
    • นายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการสิ้นสภาพการจ้าง และคืนเงินให้ลูกจ้างภายใน 30 วันนับแต่วันสิ้นสภาพการจ้าง
    • การจ่ายจะเป็นเงินก้อนในครั้งเดียว โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารของลูกจ้าง

กรณีลูกจ้างเสียชีวิต

    • หากลูกจ้างเสียชีวิต เงินสะสมและเงินสมทบทั้งหมดจะตกเป็นของบุคคลที่ลูกจ้างได้ระบุไว้ในแบบ สกล.5
    • กรณีที่ไม่ได้ระบุผู้รับเงินไว้ เงินจะตกไปยังบุตร คู่สมรส บิดา และมารดา โดยแบ่งในสัดส่วนที่เท่าๆกัน
    • กรณีไม่มีผู้ที่มีสิทธิรับเงิน เงินทั้งหมดจะตกเป็นของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

ขั้นตอนในการขอรับเงินคืน

1.ฝั่งนายจ้างยื่นแบบ สกล.3/2 เพื่อแจ้งจำหน่ายรายชื่อลูกจ้างออกจากกองทุนต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป นับจากเดือนที่ลูกจ้างออกจากงาน

2. ฝั่งลูกจ้างยื่นคำร้องขอรับเงินคืน โดยยื่นแบบ สกล.5/1เป็นแบบคำร้องขอรับเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ตอบแทนคืนจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างพร้อมแนบหลักฐาน

    • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
    • สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคารที่ต้องการให้โอนเงินเข้า
    • หนังสือรับรองการผ่านงาน หรือใบแจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน (สปส. 6-09) เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันการออกจากงาน

3.กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะดำเนินการตรวจสอบเอกสาร และโอนเงินสะสมพร้อมเงินสมทบทั้งหมดเข้าบัญชีธนาคารของลูกจ้าง ภายในระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ลูกจ้างออกจากงาน

ประโยชน์ของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

ประโยชน์ต่อลูกจ้าง 

  1. ยกระดับมาตรฐานคุ้มครองลูกจ้าง
  2. ส่งเสริมการออมเงินให้กับลูกจ้าง
  3. เสริมสร้างขวัญกำลังใจในการทำงานให้กับลูกจ้าง
  4. เยียวยาในยามที่ลูกจ้างตกอยู่ในสภาวะฉุกเฉิน

ประโยชน์ต่อนายจ้าง 

  1. แสดงถึงภาพลักษณ์ที่ดีของนายจ้าง
  2. สร้างความสัมพันธ์อันดีภายในองค์กร
  3. สร้างแรงจูงใจให้ลูกจ้างทำงานกับนายจ้างในระยะยาว

บทลงโทษหากนายจ้างยื่นและไม่นำส่งให้ครบถ้วน

  1. นายจ้างที่ไม่ยื่นแบบแสดงรายการ(สกล.3) หรือไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงตามที่กฎหมายกำหนด หรือแจ้งข้อมูลเท็จ โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  2. หากไม่นำส่งหรือส่งไม่ครบถ้วน ต้องชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน โดยพนักงานตรวจแรงงานจะมีคำเตือนเป็นหนังสือแจ้งเตือนให้นายจ้างนำส่งเงินที่ค้างชำระภายใน 30 วัน

ความแตกต่างกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง  เป็นเงินทุนสำรองระยะสั้น ที่เป็นภาคบังคับตามกฎหมาย โดยจะช่วยเหลือเมื่อลูกจ้างต้องออกจากงาน ถูกเลิกจ้างหรือกรณีที่เสียชีวิตที่เข้าเงื่อนไข ก็จะได้รับเงินที่ส่งเข้ากองทุนมาทั้งหมด ทั้งส่วนของตนเองและส่วนของนายจ้างคืนไปเต็มจำนวน

แต่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงินออมระยะยาวสำหรับการเกษียณอายุโดยเฉพาะซึ่งเป็นสวัสดิการตามความสมัครใจที่นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงเข้าร่วมด้วยกัน ซึ่งจะมีความแตกต่างคือการรับเงินสมทบในส่วนของนายจ้าง เพราะในส่วนของเงินสมทบนั้นจะขึ้นอยู่ที่อายุงานของลูกจ้าง หากลูกจ้างทำงานไม่ครบตามเกณฑ์ที่กำหนดก็อาจจะไม่ได้รับเงินสมทบจากนายจ้างในส่วนนั้นไปทั้งหมด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)  

Q1. พนักงานหรือลูกจ้าง สามารถไม่เข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้ไหม? 

ตอบ : ไม่ได้ครับ ถ้าหากว่ากิจการของนายจ้างเข้าเงื่อนไขบังคับที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไปและไม่ได้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะต้องเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามข้อบังคับทางกฎหมาย จึงทำให้ไม่สามารถปฏิเสธการเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้ครับ

Q2. เงินที่หักเพื่อเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สามารถหักเพิ่มมากกว่า 0.25% ได้ไหม? 

ตอบ : ไม่สามารถหักเพิ่มได้ครับ เนื่องจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างนั้นกฎหมายได้กำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบไว้แล้ว โดยตั้งแต่วันที่ วันที่ 1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2574  หักเงินสะสมลูกจ้าง 0.25% ของค่าจ้าง และหลังจากวันที่ 1 ต.ค. 2574 เป็นต้นไป จะหักเงินสะสมลูกจ้าง 0.50 % ของค่าจ้างครับ

Q3. กรณีที่ลูกจ้างออกจากงานแล้ว สามารถขอรับเงินที่ส่งกองทุนคืนได้ที่ไหน? 

ตอบ : เมื่อลูกจ้างสิ้นสุดสภาพการเป็นพนักงาน ลูกจ้างจะต้องทำการยื่นแบบ สกล.5/1  สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคาร และหนังสือรับรองการผ่านงาน หรือใบแจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน โดยไปยื่นที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทุกจังหวัด หรือยื่นผ่านเว็บไซต์ e-Service กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

สรุปกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกองทุน ที่มีการจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อทั้งลูกจ้างและนายจ้าง โดยสำหรับลูกจ้างนั้นจะช่วยให้มีเงินทุนสำรองไว้ใช้ในตอนที่ออกจากงาน การถูกเลิกจ้าง ช่วยให้มีหลักประกันในการใช้ชีวิต ส่วนนายจ้างนั้นก็ช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กร และช่วยให้ลูกจ้างทำงานกับองค์กรได้นานขึ้นอีกด้วย

หากท่านใดยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่อง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สามารถติดต่อมาได้ โทร. 02-1251363 Facebook : Build Me Up Consultant Line : @bmu001

เขียนโดย (Author)

คุณ ธเณศ เฮงตระกูลสิน

ตำแหน่ง : CEO บริษัท บิลด์มีอัพ คอนซัลแทนท์ จำกัด
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เลขทะเบียน 10228

ประสบการณ์ : ผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบบัญชี สำนักงานสอบบัญชี EY (Big4)
ผู้ผ่านการทดสอบ หลักสูตรประกาศนียบัตรการรายงานทางการเงินไทย (DipTFR)
ปริญญาตรี : คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปริญญาโท : คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ หลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน Nida (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง)

This site uses cookies to offer you a better browsing experience. By browsing this website, you agree to our use of cookies.