สารบัญ
หลักการของเครดิตภาษีเงินปันผล
จากบทความก่อนหน้าที่เราได้ทำความเข้าใจไปแล้วว่า เงินปันผลคืออะไร? ในบทความนี้เราจะมาเจาะลึกในเรื่องของหลักการ เครดิตภาษีเงินปันผล
หลักการของเครดิตภาษีเงินปันผลจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการเสียภาษี ลองนึกภาพดูตามนี้ครับเงินปันผลเวลาจ่ายออกมานั้นจะจ่ายจากกำไรสะสมของบริษัท ซึ่งกำไรสะสมเป็นตัวเลขที่ผ่านการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลมาแล้ว เมื่อมาจ่ายเงินปันผล เงินปันผลนั้นก็จะถือเป็นรายได้บุคคลของผู้ถือหุ้นที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อีกจึงถือว่าเป็นการเสียภาษีที่ซ้ำซ้อน
เครดิตภาษีเงินปันผลจึงออกมา เพื่อแก้ไขปัญหาการเสียภาษีที่ซ้ำซ้อนตอนยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล จะทำให้ได้ตัวเลขภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่บริษัทเคยเสียไปแล้วจากกำไรที่นำมาจ่ายเงินปันผล และกิจการสามารถนำเอาเครดิตภาษีเงินปันผลมาหักออกจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่คำนวณได้
สูตรการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล
เครดิตภาษีเงินปันผล = เงินปันผลเต็มจำนวน x [อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล / (100 – อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล)]
วิธีการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล
-
- ยกตัวอย่างเช่น บริษัท BMU มีกำไรสุทธิก่อนภาษี 12,500 สมมติอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% ดังนั้นภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องเสียคือ 2,500 บาท (12,500 x 20%) ดังนั้นกำไรสุทธิของบริษัทคือ 10,000 บาท (12,500 – 2,500 บาท) และบริษัทนำกำไรสุทธิทั้งหมด 10,000 บาท ไปจ่ายให้ผู้ถือหุ้น ก
- สมมตินาย ก ได้รับเงินปันผล จำนวน 10,000 บาท ถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% จำนวน 1,000 บาท ได้รับเงินสุทธิ 9,000 บาท
- อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทที่จ่ายเงินปันผลคือ 20%
- สมมติคุณมีเงินได้พึงประเมิน 500,000 บาท (ไม่รวมรายได้เงินปันผล) หักค่าใช้จ่าย 100,000 ค่าลดหย่อน 50,000
วิธีการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล
การคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลจะทำตอนยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในกรณีที่ผู้มีเงินได้นั้นเลือกคำนวณแบบเครดิตภาษีเงินปันผล (ไม่ได้เลือกแบบ Final tax) ขั้นแรกต้องคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลก่อนดังนี้
เครดิตภาษีเงินปันผล = เงินปันผล x [อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล / (100 – อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล)]
= 10,000 x (20/(100-20))
= 2,500
จะเห็นได้ว่ายอดที่คำนวณนี้เท่ากับภาษีเงินได้นิติบุคคลที่บริษัทเคยเสียไปแล้วในส่วนของเงินปันผลที่จ่าย ดังนั้นบุคคลจึงสามารถนำยอดนี้มาเครดิตภาษีตอนคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ (เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการเสียภาษี) และตัวเครดิตภาษีที่คำนวณได้นั้นต้องถือเป็นรายได้ของบุคคลด้วย
วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (กรณีเลือกเครดิตภาษีเงินปันผล)
เงินได้พึงประเมิน
+ รายได้เงินปันผล
+ เครดิตภาษีเงินปันผล
– ค่าใชัจ่าย
– ค่าลดหย่อน
เงินได้สุทธิ
= 500,000
= 10,000
= 2,500
= (100,000)
= (50,000)
= 362,500
ภาษีที่คำนวณได้
– ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
– เครดิตภาษีเงินปันผล
ภาษีบุคคลที่ต้องจ่าย
= 13,750
= (1,000)
= (2,500)
= 10,250
เครดิตภาษีเงินปันผลควรเลือกใช้หรือไม่
การเลือกใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ ฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของคุณ เปรียบเทียบกับ อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทที่จ่ายเงินปันผล
หากอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา < อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ➡️ ควรเลือกใช้เครดิตภาษีเงินปันผล
หากอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา > อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ➡️ ควรเลือกใช้ Final tax
โดยทั่วไป บริษัทส่วนใหญ่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% (ยกเว้น SMEs ที่อาจได้รับอัตราลดหย่อน)
หากภาษีบุคคลคุณต่ำกว่า 20% (เช่น 5%, 10%, 15% หรือแม้แต่ 0% สำหรับผู้มีเงินได้น้อยมาก) การนำเงินปันผลมารวมคำนวณภาษีและใช้เครดิตภาษีจะทำให้คุณมีโอกาสได้ เงินคืนภาษี หรือเสียภาษีน้อยลงอย่างมาก เพราะภาษีที่คุณต้องจ่ายจริงๆ ต่ำกว่าภาษีที่บริษัทได้จ่ายไปแล้วนั่นเอง
อย่างไรก็ตามผู้เขียนเห็นว่าวิธีที่ดีที่สุด คือ การลองคำนวณภาษีทั้ง 2 วิธีไปเลย (Final tax กับ เครดิตภาษีเงินปันผล) และนำมาเปรียบเทียบกันไปเลยว่าวิธีใดจะเสียภาษีน้อยกว่ากัน
สรุป
เครดิตภาษีเงินปันผลมีไว้เพื่อใช้ลดความซ้ำซ้อนในการเสียภาษีในกรณีที่คุณได้รับเงินปันผล เนื่องจากเงินปันผลที่ผู้ถือหุ้นได้รับมานั้น ได้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล มารอบนึงแล้ว และเมื่อได้รับเงินปันผลก็ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีก
สูตรการคำนวณ เครดิตภาษีเงินปันผล = เงินปันผล x [อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล / (100 – อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล)]
เครดิตภาษีที่คำนวณออกมานั้นสามารถนำมาหักออกจากการคำนวณภาษีบุคคลได้ แต่ก็จะต้องนำมารวมเป็นรายได้ของบุคคลด้วย


