สารบัญ
บทนำ: ทำความรู้จักกับภาษีศุลกากร
ภาษีศุลกากร (Customs duty) คือ ภาษีที่รัฐบาลเรียกเก็บจากการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าข้ามพรมแดน โดยมีวัตถุประสงค์หลักดังนี้
เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศ
นี่คือเหตุผลหลักในการจัดเก็บภาษีศุลกากร รัฐบาลใช้ภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับสินค้าที่ผลิตในไทย เพราะ
-
- ถ้าสินค้าจากต่างประเทศมีราคาถูกมากจนเกินไป ธุรกิจในไทยอาจสู้ไม่ได้และต้องปิดตัวลง
- การเก็บภาษีนำเข้าจะทำให้ราคาสินค้าต่างชาติสูงขึ้น จนอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับสินค้าไทย ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยยังสามารถแข่งขันได้
เพื่อสร้างรายได้ให้แก่รัฐ
เงินภาษีที่เก็บได้จากภาษีศุลกากรทั่วประเทศ ถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาล เพื่อนำไปใช้ในโครงการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ
เพื่อส่งเสริมหรือจำกัดการบริโภคของประชาชน
ภาษีศุลกากรช่วยให้รัฐสามารถควบคุมปริมาณและประเภทของสินค้าที่จะไหลเข้าหรือออกนอกประเทศได้ ยกตัวอย่างเช่น
-
- สินค้าฟุ่มเฟือย: มักถูกเก็บภาษีศุลกากรสูง เพื่อลดการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ และควบคุมไม่ให้คนในประเทศใช้ของที่ฟุ่มเฟือยมากจนเกินไป
- สินค้าอันตรายหรือผิดศีลธรรม: ใช้มาตรการภาษีร่วมกับการควบคุม เพื่อจำกัดการบริโภค
- การส่งออก: บางครั้งมีการเก็บภาษีขาออกเพื่อรักษาทรัพยากรในประเทศ ให้มีเพียงพอต่อคนไทยก่อนที่จะส่งไปขายเมืองนอก
ประเภทของภาษีศุลกากรและอัตราภาษี
อากรขาเข้า คือ ภาษีประเภทหนึ่งที่รัฐเรียกเก็บจากผู้นำเข้าเมื่อมีการนำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย โดยกรมศุลกากรจะเป็นหน่วยงานหลักในการจัดเก็บอากรขาเข้า เพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบายของรัฐบาล
อากรขาออก คือ ภาษีที่กรมศุลกากรเรียกเก็บจากสินค้าที่จะ “ส่งออก” ไปนอกราชอาณาจักร อย่างไรก็ตามนโยบายของประเทศไทยส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องของการส่งเสริมการส่งออก เพื่อหารายได้เข้าประเทศ ดังนั้นสินค้าโดยส่วนใหญ่จึงมีอากรเป็น 0
อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีสินค้าบางประเภทที่ต้องเสียอากรขาออก ดูรายละเอียด หน้า 26-27 : คลิ๊กที่นี่
ใครมีหน้าที่เสียภาษีศุลกากร
บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล
ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีศุลกากรมีดังนี้
-
- ผู้นำเข้า (Importer) และผู้ส่งออก (Exporter) ไม่ว่าคุณจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล หากมีการนำเข้าส่งออกสินค้า คุณก็มีหน้าที่ต้องเสียภาษี
- ตัวแทนออกของ (Customs broker) ถึงแม้ว่าตัวแทนจะไม่ใช้เจ้าของสินค้าโดยตรง แต่ในทางกฎหมายศุลกากร ตัวแทนที่มีหน้าที่ดำเนินพิธีการและรับผิดชอบในการชำระภาษีแทนเจ้าของสินค้าให้ถูกต้อง
เกณฑ์ราคาสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษี
หากเป็นสมัยก่อน ก่อนปี 2569 จะมีเกณฑ์สินค้าราคาขั้นต่ำที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าอยู่ที่ 1,500 บาท (ราคา CIF) อย่างไรก็ตามตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ได้ยกเลิกเกณฑ์สินค้าราคาต่ำออกไปแล้ว ทำให้จะต้องเสียภาษีนำเข้าตั้งแต่บาทแรก ตามตารางสรุปดังนี้
เหตุผลที่จะต้องเรียกเก็บภาษีตั้งแต่บาทแรก คือ
-
- สร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการไทย : เพราะที่ผ่านมาสินค้าของไทย ถูกสินค้าราคาถูกจากประเทศจีน เข้ามาตีตลาด ทำให้ผู้ประกอบการของไทยที่จะต้องเสียภาษีต่างๆให้แก่ประเทศไทย ไม่สามารถสู้สินค้าราคาถูกจากประเทศจีนได้
- เพิ่มรายได้ให้แก่รัฐ
วิธีคำนวณภาษีศุลกากรเบื้องต้น (อากรขาเข้า)
ราคา CIF คืออะไร?
ราคา CIF ย่อมาจากคำว่า Cost, Insurance, and Freight หมายถึง
C = Cost (ราคาสินค้า): ราคาค่าสินค้าตามที่ตกลงกันในหน้า Invoice
I = Insurance (ค่าประกันภัย): ค่าเบี้ยประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสียหายของสินค้าระหว่างการขนส่งระหว่างประเทศ
F = Freight (ค่าระวางเรือ/เครื่องบิน): ค่าขนส่งสินค้าจากประเทศต้นทางมายังท่าเรือหรือสนามบินในประเทศไทย
ราคา CIF จึงหมายถึง ราคาที่รวม ค่าสินค้า ค่าประกันภัย ค่าระวางเรือ/เครื่องบิน เพื่อเอาไว้ใช้เป็นฐานในการคำนวณอากรขาเข้านั่นเอง
พิกัดอัตราศุลกากร (HS Code): วิธีเช็กว่าสินค้าของคุณต้องเสียภาษีกี่เปอร์เซ็นต์
สินค้าแต่ละชนิดจะเสียภาษีไม่เท่ากัน โดยสินค้าแต่ละประเภทจะถูกระบุด้วยรหัส 8 หลักที่เรียกว่า HS Code ซึ่งจุดสำคัญคือเราจะต้องระบุ HS Code ให้ถูกต้อง จึงจะเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง หากระบุ HS Code ผิด อาจนำไปสู่การสำแดงเท็จและโดนค่าปรับย้อนหลังที่รุนแรงมาก
ค้นหาพิกัดอัตราศุลกากรได้ที่นี่
สูตรคำนวณ
เมื่อคำนวณอากรขาเข้าเสร็จแล้ว เราจะต้องนำ ราคา CIF + อากรขาเข้า มาเป็นฐานในการคูณ VAT 7% อีกครั้งหนึ่ง เพื่อจ่ายให้กับกรมสรรพากรผ่านกรมศุลกากรในคราวเดียว
ภาษีมูลค่าเพิ่ม = (ราคา CIF + อากรขาเข้า) x 7%
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
คำถาม : ซื้อของออนไลน์จากต่างประเทศต้องเสียภาษีศุลกากรหรือไม่
คำตอบ : จะต้องเสียอย่างแน่นอน ไม่ว่าคุณจะซื้อสินค้ามูลค่าเท่าไหร่ก็ตาม สินค้านั้นจะต้องเสียอากรขาเข้า โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ได้มีการยกเลิกเกณฑ์สินค้าราคาต่ำออกไปแล้ว (จากเดิมกำหนดขั้นต่ำอยู่ที่ 1,500 บาท) ทำให้จะต้องเสียภาษีนำเข้าตั้งแต่บาทแรก
คำถาม : ถ้าประเมินภาษีผิดพลาด ต้องแก้ไขอย่างไร?
คำตอบ : การประเมินภาษีผิดพลาดอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความเข้าใจผิดเรื่อง HS Code หรือ การคำนวณราคา CIF คลาดเคลื่อนเป็นต้น การประเมินภาษีผิดพลาดสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณีดังนี้
- กรณีชำระอากรไว้ “ขาด”
หากพบว่าสำแดงราคาต่ำไปหรือใช้พิกัดผิดจนเสียภาษีน้อยกว่าความเป็นจริง การรีบแก้ไขให้ถูกต้อง คือทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องโทษปรับที่สูง และเงินเพิ่มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ในกรณีที่มีการตรวจพบในภายหลัง
-
- วิธีแก้ไข: ให้รีบติดต่อสำนักงานศุลกากร ณ ท่าที่นำเข้า เพื่อขอ “ชำระอากรเพิ่มโดยสมัครใจ” (Voluntary Disclosure)
- ข้อดี: หากเราแจ้งก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตรวจพบหรือออกหมายเรียก คุณยังมีโอกาสได้รับการลดหย่อนค่าปรับ หรือยกเว้นค่าปรับตามระเบียบกรมศุลกากร อย่างไรก็ตามเราก็จะต้องชำระส่วนต่างอากรและเงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) ให้ครบด้วย
- กรณีชำระอากรไว้ “เกิน”
หากพบว่าเราชำระอากรเอาไว้เกิน
-
- วิธีแก้ไข: ยื่นคำร้องขอคืนอากรตาม “แบบ กศก. 62” ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่นำเข้า
- เอกสารที่ต้องใช้: ใบขนสินค้า, ใบเสร็จรับเงิน, Invoice และหลักฐานสนับสนุนที่แสดงว่าเราควรเสียภาษีน้อยลง (เช่น คำวินิจฉัยพิกัดใหม่ หรือใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า เป็นต้น)
- กระบวนการ: เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบข้อมูล หากถูกต้องกรมศุลกากรจะคืนเงินส่วนเกินให้ในรูปแบบเช็คหรือโอนเข้าบัญชีครับ
สรุป
ภาษีศุลกากรเป็นภาษีที่ส่งผลต่อต้นทุนและการแข่งขันของธุรกิจเป็นอย่างมาก การเข้าใจหลักการคำนวณราคา CIF การเลือกพิกัด HS Code การคำนวณภาษีที่ถูกต้อง และการวางแผนใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างชาญฉลาด จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคงและลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินย้อนหลังได้
หากท่านใดยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับภาษีศุลกากร ติดต่อมาได้ โทร. 021251363 Facebook : Build Me Up Consultant Line : @bmu001
เขียนโดย (Author)
คุณ ธเณศ เฮงตระกูลสิน
ตำแหน่ง : CEO บริษัท บิลด์มีอัพ คอนซัลแทนท์ จำกัด
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เลขทะเบียน 10228
ประสบการณ์ : ผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบบัญชี สำนักงานสอบบัญชี EY (Big4)
ผู้ผ่านการทดสอบ หลักสูตรประกาศนียบัตรการรายงานทางการเงินไทย (DipTFR)
ปริญญาตรี : คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปริญญาโท : คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ หลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน Nida (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง)


