สารบัญ (Table of content)
บทนำ: ทำไมเราต้องรู้เรื่อง “กฎหมายรายงานข้อมูลบัญชีธนาคาร”
ที่มาที่ไปของกฎหมาย e-Payment
กฎหมาย e-Payment หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 ไม่ใช่กฎหมายใหม่ที่เพิ่งมี แต่เริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2562 โดยมีที่มาที่สำคัญ 3 ด้าน ดังนี้:
1.1 นโยบาย National e-Payment Master Plan
รัฐบาลต้องการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมไร้เงินสด” (Cashless Society) อย่างเต็มตัว โดยส่งเสริมให้ประชาชนและธุรกิจทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น PromptPay, QR Code) เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และลดต้นทุนการจัดการเงินสดของประเทศ
1.2 การปรับตัวให้ทันเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Disruption)
ในอดีต สรรพากรจะตรวจสอบรายได้จากหน้าร้านหรือเอกสารกระดาษ แต่ปัจจุบันพฤติกรรมคนไทยเปลี่ยนไปหันมา “ค้าขายออนไลน์” มากขึ้นมหาศาล ทำให้การไหลเวียนของเงินไปอยู่ในระบบธนาคารเป็นหลัก กรมสรรพากรจึงจำเป็นต้องมี “เครื่องมือ” ในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อจัดเก็บภาษีให้ครอบคลุมและเป็นธรรม
1.3 เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี
เป้าหมายหลักไม่ใช่การจ้องจับผิดเพื่อเก็บภาษีเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างระบบที่ “โปร่งใส” เพื่อให้:
-
- คนที่อยู่นอกระบบภาษี: เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง
- คนที่เสียภาษีอยู่แล้ว: ไม่เสียเปรียบผู้ที่ลักลอบเลี่ยงภาษี
- ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่: โดยใช้ “Data” (ข้อมูล) เป็นตัวกำหนดแทน
ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ “สถาบันการเงิน” (ธนาคาร และผู้ให้บริการ e-Wallet) มีหน้าที่ต้องรายงานข้อมูลบัญชีที่มี “ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ” ให้กรมสรรพากรทราบภายในเดือนมีนาคมของทุกปี ไม่ใช่ให้เราเป็นคนส่งเอง แต่ธนาคารจะเป็นคนรวบรวมส่งให้ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดครับ
ทำไมสรรพากรต้องตรวจสอบการทำธุรกรรมผ่านธนาคาร
เนื่องจากระบบในการเสียภาษีของไทย เป็นแบบประเมินตัวเอง เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เวลาที่เรายื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 เราก็ต้องกรอกเงินได้ของเราลงไปในแบบตามข้อมูลที่เรามี หรือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล เวลาที่เรายื่นแบบ ภ.ง.ด.50 เราก็ต้องกรอกรายได้ของนิติบุคคลลงไปในแบบตามข้อมูลในงบการเงิน ดังนั้นสรรพากรจึงต้องมีข้อมูลมาประกอบว่าข้อมูลที่ผู้ประกอบการกรอกลงไปในแบบภาษีนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ จึงต้องมีข้อมูลจากธนาคารเข้ามาซัพพอร์ทเพื่อนำมาวิเคราะห์
เจาะลึกเกณฑ์การส่งข้อมูล: แบบไหนที่ธนาคารต้องส่งชื่อให้สรรพากร?
เงื่อนไขที่ 1: ฝาก/รับโอนเงินทุกบัญชีรวมกัน 3,000 ครั้งขึ้นไป (ไม่สนจำนวนเงิน)
ในกรณีที่ธนาคารของเรามีรายการฝาก/รับโอนเงินทุกบัญชีรวมกัน 3,000 ครั้งขึ้นไป ข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งให้สรรพากร โดยไม่สนใจจำนวนเงินรวมที่ธุรกิจได้รับ
เงื่อนไขที่ 2: ฝาก/รับโอนเงินทุกบัญชีรวมกัน 400 ครั้งขึ้นไป และ มียอดรวม 2 ล้านบาทขึ้นไป
ในกรณีที่ธนาคารของเรามีรายการฝาก/รับโอนเงินทุกบัญชีรวมกัน 400 ครั้งขึ้นไป และ มียอดรวม 2 ล้านบาทขึ้นไป ข้อมูลดังกล่าวก็จะถูกส่งให้สรรพากร เช่นกัน
“ไม่ถูกส่งข้อมูลอัตโนมัติ” ไม่ได้แปลว่า “รอดภาษี” เสมอไป
หากข้อมูลฝาก/รับโอนเงินไม่เข้าเกณฑ์เงื่อนไขข้างต้น เป็นเพียงแค่การที่ธนาคารจะไม่ส่งข้อมูลการฝาก/รับโอนเงินให้กรมสรรพากรเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายถึงว่าผู้ประกอบการไม่ต้องเสียภาษี ผู้ประกอบการยังคงมีหน้าที่ที่ต้องเสียภาษีในฐานะพลเมืองที่ดี และควรที่จะต้องยื่นเสียภาษีหากมีเงินได้ ถึงแม้ว่าจะไม่เข้าหลักเกณฑ์ก็ตาม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
A : นับเฉพาะเงินเข้า (ฝากหรือรับโอน) เพียงฝั่งเดียวเท่านั้นครับ
A : นับรวม “ทุกบัญชี” ภายใต้ธนาคารเดียวกัน – ธนาคารจะนำข้อมูลบัญชีเงินฝาก ทุกประเภท (ออมทรัพย์, กระแสรายวัน, ประจำ) และ ทุกสาขา ทั่วประเทศ ที่จดทะเบียนภายใต้ “เลขบัตรประชาชนเดียวกัน” มารวมกันเพื่อเช็คเงื่อนไข ยกตัวอย่างเช่น คุณมีบัญชีธนาคาร A สาขาเชียงใหม่ 1 บัญชี และสาขากรุงเทพฯ อีก 2 บัญชี ธนาคาร A จะนำรายการเงินเข้าของทั้ง 3 บัญชีนี้มาบวกยอดรวมกันครับ
นับแยก “รายธนาคาร” (ไม่นำธนาคารอื่นมาปนกัน) – กฎหมายกำหนดให้แต่ละสถาบันการเงินมีหน้าที่รายงานข้อมูลของตนเองเท่านั้น ไม่มีการส่งข้อมูลข้ามธนาคารมาคำนวณรวมกัน ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารสีเขียว มียอดเงินเข้า 350 ครั้ง (ยอดเงิน 5 ล้านบาท) ธนาคารสีฟ้า มียอดเงินเข้า 200 ครั้ง (ยอดเงิน 3 ล้านบาท) ผลลัพธ์: ทั้งสองธนาคารจะ “ไม่ส่งข้อมูล” ให้สรรพากรตามเกณฑ์ e-Payment ครับ เพราะแต่ละแห่งมียอดไม่ถึง 400 ครั้ง (แม้ว่าถ้านำมารวมกันเองจะสูงถึง 550 ครั้ง และเงินรวม 8 ล้านบาทก็ตาม)
A : ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าการถูกส่งข้อมูลไปให้กรมสรรพากรเป็นคนละเรื่องกับการยื่นเสียภาษี ดังนั้นถ้าผู้ประกอบการถูกธนาคารส่งชื่อให้สรรพากรไปแล้ว จะไม่โดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังทันที แต่จะขึ้นอยู่กับว่าผู้ประกอบการได้ยื่นเสียภาษีเอาไว้อย่างสมเหตุสมผลหรือไม่ หากยื่นเอาไว้ไม่สมเหตุสมผล ก็อาจทำให้ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้ แต่หากยื่นเสียภาษีเอาไว้อย่างสมเหตุสมผลแล้ว ก็จะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง
สรุป
จากคำถามของบทความที่ว่า “เงินเข้าบัญชีเกิน 2 ล้าน แต่ไม่ถึง 400 ครั้ง ข้อมูลจะถูกส่งสรรพากรหรือไม่?” คำตอบก็คือข้อมูลจะไม่ถูกส่งให้แก่สรรพากร เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อในการส่งข้อมูลให้สรรพากรนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการยังคงมีหน้าที่ยื่นเสียภาษีให้ถูกต้องหากมีเงินได้/รายได้
หากท่านใดยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการที่มีเงินเข้าบัญชีมากๆข้อมูลจะถูกส่งให้สรรพากรหรือไม่ ติดต่อมาได้ โทร. 0925863663 , 021245303 Facebook : Build Me Up Consultant Line : @bmu001


