ค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Expenses) คือ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพื่อให้ธุรกิจสามารถ “ขายสินค้าหรือบริการได้” นับตั้งแต่กระบวนการทำการตลาด การโน้มน้าวใจลูกค้า ไปจนถึงการส่งมอบสินค้าถึงมือลูกค้า รวมถึงการให้บริการแก่ลูกค้า
ในทางบัญชี ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะแสดงอยู่ใน งบกำไรขาดทุน ภายใต้บัญชีที่ชื่อว่า “ค่าใช้จ่ายในการขาย”
ค่ารับรอง เช่น การเลี้ยงรับรองลูกค้าหรือการให้ของขวัญตามธรรมเนียมธุรกิจ แม้จะเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า แต่ในมุมของบัญชีและภาษี รายจ่ายส่วนนี้มีรายละเอียดที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ทั้งเกณฑ์เพดาน 0.3% ของรายได้หรือทุนชำระแล้วแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า, เงื่อนไขไม่เกิน 2,000 บาท ต่อคนต่อครั้ง ไปจนถึงประเด็น ภาษีซื้อต้องห้าม ที่มักสร้างความสับสนให้นักบัญชีและเจ้าของกิจการอยู่เสมอ
หัวใจสำคัญที่จะช่วยให้บริษัทประหยัดภาษีได้อย่างถูกต้อง คือ การจัดทำเอกสารหลักฐานที่ครบถ้วนและชัดเจน นั่นเอง
เงินทดรองจ่าย (Advance Payment) คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน โดยในงบการเงินจะถูกจัดประเภทเป็น “สินทรัพย์หมุนเวียน” และจะถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อมีการนำใบเสร็จมาล้างออก หัวใจสำคัญของการบริหารเงินทดรองจ่ายคือ “ระบบการควบคุมภายใน” ที่ดี ตั้งแต่การอนุมัติที่สมเหตุสมผล การจัดเก็บเอกสารใบกำกับภาษีที่ถูกต้องตามหลักสรรพากร ไปจนถึงการกำหนดระยะเวลาคืนเงินที่ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาเงินทดรองจ่ายค้างนาน
ดอกเบี้ยจ่ายเปรียบเสมือนดาบสองคม ในแง่หนึ่งมันช่วยลดภาษีและสร้างพลังทวีในการเติบโตจากการกู้ยืม แต่อีกแง่หนึ่งมันคือภาระผูกพันที่ต้องจ่ายไม่ว่าธุรกิจจะมีรายได้หรือไม่ การวิเคราะห์ดอกเบี้ยจ่ายจึงเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารกระแสเงินสดให้ยั่งยืนนั่นเอง
หากจะให้อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด เกี่ยวกับ ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold หรือ COGS) เราอาจจะต้องเข้าใจต้นทุนสินค้าคงเหลือก่อน
ต้นทุนสินค้าคงเหลือ คือ ต้นทุนทั้งหมดที่จ่ายไปเพื่อให้ได้สินค้าชิ้นนั้นมาพร้อมขาย เช่น ต้นทุนค่าสินค้า ต้นทุนค่าขนส่งสินค้า เป็นต้น ซึ่งสินค้าคงเหลือ นี้จะถูกจัดประเภทอยู่ในบัญชี สินค้าคงเหลือ ใน งบฐานะการเงิน ต่อมาเมื่อสินค้าคงเหลือนี้ได้ถูกขายออกไป สินค้าคงเหลือ ดังกล่าวจะถูกตัดออกเป็นค่าใช้จ่าย และจัดประเภทเป็น ต้นทุนขาย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหลักในงบกำไรขาดทุน
เงินเกษียณอายุ คือ เงินก้อนหรือรายได้ประจำที่บุคคลได้รับหลังจากสิ้นสุดอายุการทำงานหรือเกษียณอายุ (โดยปกติคือ 60 ปี) เพื่อนำมาใช้จ่ายในการดำรงชีวิต แทนที่รายได้หลักจากเงินเดือนหรือการประกอบอาชีพที่หายไป
กฎหมาย e-Payment หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 ไม่ใช่กฎหมายใหม่ที่เพิ่งมี แต่เริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2562 โดยมีที่มาที่สำคัญ 3 ด้าน ดังนี้ :
1. นโยบาย National e-Payment Master Plan
2. การปรับตัวให้ทันเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Disruption)
3. เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี
เจ้าหนี้การค้า (Accounts payable หรือย่อสั้นๆว่า AP) คือ เงินค่าสินค้าหรือค่าบริการที่บริษัทค้างจ่ายซัพพลายเออร์หรือผู้ขาย จากการที่บริษัทซื้อสินค้าหรือบริการมาแบบเงินเชื่อ โดยมีข้อตกลงว่าจะชำระคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่น 30 วัน, 60 วัน หรือที่เรียกว่า “เครดิตเทอม” (Credit Term) ยกตัวอย่างเช่น ณ วันที่ 1 มกราคม บริษัทได้สั่งซื้อสินค้าในราคา 50,000 บาท โดยได้รับสินค้าในวันที่ 10 มกราคม ดังนั้นในวันที่ได้รับสินค้าวันที่ 10 มกราคม บริษัทจะต้องบันทึกรับรู้เจ้าหนี้การค้าจำนวน 50,000 บาท
การเก็บชั่วโมง CPD ย่อมาจาก Continuing Professional Development หมายถึง การพัฒนาความรู้ทางวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีความรู้ที่ทันสมัยและเพิ่มพูนทักษะอยู่เสมอ ทำให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในวิชาชีพบัญชี นั่นคือ ผู้ทำบัญชี หรือ ผู้สอบบัญชี ในประเทศไทย ก็ต้องมีการอบรมเก็บชั่วโมง cpd เป็นประจำทุกปี ให้ครบถ้วนตามกฎหมาย จึงจะสามารถต่ออายุใบอนุญาตของผู้ทำบัญชี และ ผู้สอบบัญชี ประจำปีได้
เงินเบิกเกินบัญชี (Bank overdraft หรือเรียกสั้นๆว่า OD) คือ สินเชื่อระยะสั้นที่ให้คุณสามารถเบิกใช้เงินได้เกินกว่ายอดเงินที่มีในบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน ได้ตามวงเงินที่ธนาคารกำหนด เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเสริมสภาพคล่องในธุรกิจ หรือใช้จ่ายฉุกเฉิน โดยจะคิดดอกเบี้ยเฉพาะส่วนเกินที่เบิกใช้ และเมื่อนำเงินเข้าบัญชีและไม่มีเงินเบิกเกินบัญชี ก็หยุดคิดดอกเบี้ยทันที










