กองทุนเงินทดแทนคืออะไร นายจ้างจะต้องจ่ายเงินสมทบในอัตราเท่าไร พร้อมบอกขั้นตอนการรับเงินชดเชยสำหรับลูกจ้าง สรุปครบแล้วที่นี่

กองทุนเงินทดแทนคือ ลูกจ้างประเภทใดได้รับหรือยกเว้นสรุปครบที่นี่ by bmu
icon รับทำบัญชี
icon ติดต่อ Line
icon ดูรีวิวจากลูกค้า

สารบัญ

    1. กองทุนเงินทดแทนคืออะไร? 
    2.  ลูกจ้างประเภทใดบ้างที่ได้รับสิทธิหรือได้รับการยกเว้น
    1. กองทุนเงินทดแทนครอบคลุมธุรกิจประเภทใด
    2. กองทุนเงินทดแทนมีอะไรบ้างที่คุ้มครองสิทธิประโยชน์แก่ลูกจ้าง
    3. อัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนจ่ายเท่าไร
    4. นายจ้างจะต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนจ่ายเมื่อไร
    5. กองทุนเงินทดแทนจ่ายอย่างไร
    6. ขั้นตอนการรับเงินชดเชยสำหรับลูกจ้าง
    7. กองทุนเงินทดแทน แตกต่างกับประกันสังคมอย่างไร
    8. คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
    9. สรุป

กองทุนเงินทดแทนคืออะไร

กองทุนเงินทดแทน คือ  กองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 และได้มีการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติเงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2561 เป็นต้นมา เพื่อทำหน้าที่จ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างแทนนายจ้าง ในกรณีลูกจ้างได้รับอุบัติเหตุ จากการทำงาน โดยนายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนให้

 ลูกจ้างประเภทใดบ้างที่ได้รับสิทธิหรือได้รับการยกเว้น 

ลูกจ้างได้รับสิทธิกองทุนเงินทดแทน

    • พนักงานประจำทุกคนที่มีนายจ้าง
    • พนักงานทดลองงาน
    • พนักงานสัญญาจ้างรายปี รายเดือน รายวัน

ลูกจ้างได้รับการยกเว้นกองทุนเงินทดแทน

    • ข้าราชการหรือลูกจ้างประจำ
    • รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
    • รัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ
    • นายจ้างอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง
    • ฟรีแลนซ์และผู้รับจ้างอิสระ

กองทุนเงินทดแทนครอบคลุมธุรกิจประเภทใด 

กองทุนเงินทดแทนประกันสังคมนั้นครอบคลุม ธุรกิจทุกประเภทที่มีการจ้างแรงงาน ไม่ว่าธุรกิจจะเป็น อุตสาหกรรม ธุรกิจบริการ หรือธุรกิจขนาดเล็ก ถ้ามีการจ้างลูกจ้าง นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนประกันสังคม

กองทุนเงินทดแทนมีอะไรบ้างที่คุ้มครองสิทธิประโยชน์แก่ลูกจ้าง 

สำนักงานประกันสังคมแบ่งสิทธิการคุ้มครองออกเป็น 4 กรณี ดังนี้

ค่ารักษาพยาบาล 

เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสม และต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ดังนี้

    • ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย 1 ครั้ง จ่าย 65,000 บาท
    • บาดเจ็บรุนแรงหรือเรื้อรังจ่ายไม่เกิน 165,000 บาท
    • หากไม่เพียงพอจ่ายเพิ่มได้อีก 300,000 บาท สำหรับกรณีบาดเจ็บรุนแรงแทรกซ้อนหลายระบบ
    • หากไม่เพียงพอจ่ายเพิ่มได้อีก 500,000 บาทสำหรับกรณีที่ผลการรักษายังไม่สิ้นสุด และต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการการแพทย์
    • หากไม่เพียงพอจ่ายรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1,000,000 บาท แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์เฉพาะของกฎกระทรวง

แต่ในกรณีที่ลูกจ้างเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรก จนสิ้นสุดการรักษาพยาบาล หรือกรณีมีความจำเป็นไม่สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรก แต่ภายหลังได้เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐ สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงจนสิ้นสุดการรักษาพยาบาล

ค่าชดเชยกรณีเจ็บป่วย  ทุพลภาพ  เสียชีวิต 

ลูกจ้างจะได้รับเงินชดเชยรายเดือนในอัตรา ร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน โดยคิดจากฐานค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท ทำให้ได้รับเงินสูงสุดไม่เกิน 14,000 บาทต่อเดือน ตามระยะเวลา ดังนี้

    • กรณีหยุดพักรักษาตัว จ่ายตั้งแต่วันแรกที่ทำงานไม่ได้ ไม่เกิน 1 ปี
    • กรณีสูญเสียสมรรถภาพของร่างกาย จ่ายไม่เกิน 10 ปี
    • กรณีทุพพลภาพ จ่ายตลอดชีวิต
    • กรณีถึงแก่ความตายหรือสูญหาย จ่ายเป็นเวลา 10 ปี ให้แก่ผู้มีสิทธิตามกฎหมาย พร้อมกับค่าทำศพ

ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน 

กรณีฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานภายหลังการประสบอันตรายสำหรับลูกจ้างจะได้รับตามอัตราดังนี้

    • ด้านการแพทย์ ค่ากายภาพบำบัดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และกิจกรรมบำบัดไม่เกิน 100 บาทต่อวัน รวมกันไม่เกิน 24,000 บาท
    • ค่าใช้จ่ายในกระบวนการบำบัดรักษาและการผ่าตัดเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานไม่เกิน40,000 บาท หากมีความจําเป็นให้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกไม่เกิน 140,000 บาทแต่รวมกันแล้ว ไม่เกิน 180,000 บาท โดยให้คณะกรรมการการแพทย์เป็นผู้มีอำนาจพิจารณา
    • ค่าวัสดุและอุปกรณ์ เช่น อุปกรณ์ช่วยอวัยวะ จ่ายหน่วยละไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 160,000 บาท
    • ด้านอาชีพ จ่ายได้เฉพาะการฝึกตามหลักสูตรที่สำนักงานประกันสังคมดำเนินการ ไม่เกิน 24,000 บาท

ค่าทำศพ 

ปัจจุบันกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าทำศพที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2564 โดยสามารถจ่ายค่าทำศพได้ที่จำนวน 50,000 บาท ให้กับผู้จัดการศพ

อัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนจ่ายเท่าไร

การจ่ายเงินสมทบในกองทุนเงินทดแทนจะมีอัตราเงินสมทบของกองทุนทดแทนอยู่ที่ ร้อยละ 0.2-1.0 ของค่าจ้าง ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ และความเสี่ยงอันตรายของแต่ละกิจการ โดยถ้านายจ้างไม่จ่ายเงินสมทบภายในกำหนดเวลา หรือจ่ายเงินสมทบไม่ครบจำนวน จะต้องจ่ายเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ต้องจ่าย

สามารถตรวจสอบอัตราเงินสมทบได้ตาม ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ

นายจ้างจะต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนจ่ายเมื่อไร 

นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปีละ 1 ครั้ง โดยมีช่วงเวลาที่ต้องชำระ ดังนี้

  1. ในปีแรกจะต้องจ่ายเงินสมทบ ภายใน 30 วันนับตั้งแต่มีลูกจ้างคนแรก
  2. ภายในวันที่ 31 มกราคมของทุกปี ต้องชำระเงินสมทบประจำปี โดยชำระตามยอดประมาณการค่าจ้างล่วงหน้าตามที่สำนักงานประกันสังคมแจ้งประเมินมา
  3. ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีต้องยื่นแบบใบแสดงเงินค่าจ้างประจำปี (กท.20ก) ที่รวมค่าจ้างที่จ่ายจริงให้กับลูกจ้างทั้งปีตั้งแต่เดือนมกราคม – ธันวาคม เพื่อสรุปยอดค่าจ้างที่จ่ายให้ลูกจ้างจริงตลอดปีที่ผ่านมาโดยนายจ้างสามารถรายงานค่าจ้างประจำปีได้ 2 ช่องทาง
    • การยื่นแบบรายงานค่าจ้าง (กท.20 ก) ที่สำนักงานประกันสังคมทุกพื้นที่หรือส่งทางไปรษณีย์
    • ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wage) บนเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม (sso.go.th)
  1. ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี เป็นกำหนดจ่ายเงินสมทบส่วนต่างเพิ่มในกรณีที่เมื่อสรุปยอด ค่าจ้างตามแบบรายงานค่าจ้าง(กท.20 ก) แล้วพบว่ายอดจ่ายจริงสูงกว่ายอดประเมินตอนต้นปี นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบจากการรายงานค่าจ้างภายในเดือน มีนาคม

แต่หากสรุปค่าจ้างตามแบบรายงานค่าจ้าง(กท.20 ก)แล้ว พบว่ายอดค่าจ้างน้อยกว่าที่ประเมินไว้ตอนต้นปี เจ้าหน้าที่จะทำการออกใบแจ้งเงินสมทบจากการตรวจบัญชีประจำปี(กท.25 ก.) เพื่อคืนเงินสมทบให้นายจ้าง

กองทุนเงินทดแทนจ่ายอย่างไร

อัตราการจ่ายจะประเมินตามระดับความเสี่ยงของประเภทธุรกิจที่มีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุสูง ซึ่งการคำนวณจะคำนวณจากยอดรวมค่าจ้างของลูกจ้างทั้งปี  โดยมีช่องทางการจ่ายเงินสมทบแบ่งเป็นช่องทาง ดังนี้                                                          

  1. ผ่านเว็บไซต์ประกันสังคม (www.sso.go.th) โดยตรงที่สามารถทำการหักจากบัญชีเงินฝากอิเล็กทรอนิกส์ และการชำระด้วยบัตรเครดิต/เดบิต
  2. เคาน์เตอร์เซอร์วิส (7-Eleven) และห้างสรรพสินค้าโลตัส
  3. เคาน์เตอร์ธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงไทย และ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
  4. ชำระด้วยตนเองที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่

ขั้นตอนการรับเงินชดเชยสำหรับลูกจ้าง 

เมื่อลูกจ้างบาดเจ็บ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน สามารถดำเนินการขอรับเงินชดเชย ดังนี้

1. ยื่นเรื่องเมื่อเกิดเหตุโดยลูกจ้างต้องแจ้งนายจ้างภายใน 3 วัน และนายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นเรื่องแบบ กท.16 ต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน 15 วัน และหากนายจ้างเพิกเฉย ลูกจ้างสามารถไปยื่นเรื่องเองได้ภายใน 180 วัน

  1. แนบหลักฐานใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จรับเงินในกรณีที่ต้องสำรองจ่ายไปก่อนและสำเนาสมุดบัญชีธนาคารของลูกจ้าง นำส่งประกันสังคม
  2. สำนักงานประกันสังคมจะใช้เวลาพิจารณาจ่ายเงินประมาณ 15-30 วัน หลังจากได้รับเอกสารครบถ้วน
  3. เมื่อได้รับการอนุมัติกองทุนเงินทดแทนจะทำการจ่ายเงินทดแทนผ่านเข้าบัญชีธนาคารของลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิรับเงินโดยตรง หรือสามารถติดต่อรับเช็คด้วยตนเองได้ที่สำนักงานประกันสังคม หรือในกรณีที่ลูกจ้างเข้ารักษาในโรงพยาบาลที่อยู่ในความตกลงของกองทุน กองทุนจะจ่ายตรงให้กับโรงพยาบาล โดยที่ลูกจ้างไม่ต้องสำรองจ่ายเงินไปก่อน

กองทุนเงินทดแทน แตกต่างกับประกันสังคมอย่างไร 

กองทุนเงินทดแทน จะดูแลเมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย สูญเสียอวัยวะหรือสมรรถภาพในการทำงานของร่างกาย ทุพพลภาพ ตาย หรือสูญหาย อันเนื่องมาจากการทำงานให้แก่นายจ้าง 

แต่กองทุนประกันสังคม ให้หลักประกันแก่ผู้ประกันตนให้ได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือที่เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือตาย ซึ่งไม่ได้เกิดจากการทำงาน รวมทั้งกรณีคลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ ว่างงาน

ตารางเปรียบเทียบกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคม

หัวข้อเปรียบเทียบ กองทุนเงินทดแทน กองทุนประกันสังคม
คนที่จ่ายเงินสมทบ นายจ้างจะคนจ่ายเงินสมทบเงินกองทุนเองผู้เดียว นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล จะร่วมกันส่งเงินเข้ากองทุน
จำนวนเงินที่จ่ายสมทบ นายจ้างจ่ายเงินสมทบในอัตราร้อยละ 0.2 – 1%
(ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและความเสี่ยงอันตราย)
นายจ้างจ่ายเงินสมทบร้อยละ 5%
ลูกจ้างจ่ายเงินสมทบร้อยละ 5%
รัฐบาลสมทบอีกร้อยละ 2.75%
ความคุ้มครอง คุ้มครองเฉพาะเหตุที่เกิดอันเนื่องมาจากการทำงาน 4 กรณี
1.ค่ารักษาพยาบาล
2.ค่าทดแทน 70% ของเงินเดือน (ไม่เกิน 14,000 บาท/เดือน)
3. ค่าทำศพ
4.ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน
คุ้มครองในส่วนที่ไม่ได้เกิดจากการทำงาน 7 กรณี
1.เจ็บป่วย
2.คลอดบุตร
3.ทุพพลภาพ
4.เสียชีวิต
5.สงเคราะห์บุตร
6.ชราภาพ
7.ว่างงาน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1. อุบัติเหตุระหว่างเดินทางไป-กลับที่ทำงาน เบิกกองทุนเงินทดแทนได้หรือไม่?

คำตอบ : ไม่ได้ครับ เนื่องจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทางไป-กลับจากที่ทำงาน กฎหมายมองว่าไม่ได้ถือว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของนายจ้างครับ เว้นแต่กรณีการเดินทางตามคำสั่งของนายจ้าง สามารถเบิกกองทุนเงินทดแทนได้ แต่หากไม่ได้เกิดตามคำสั่งของนายจ้างเป็นการเกิดอุบัติเหตุระหว่างเดินทางเองจริงๆในกรณีนี้ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิ์เบิกจากกองทุนประกันสังคมแทนได้ครับ

Q2. หากนายจ้างไม่ได้ขึ้นทะเบียน หรือค้างชำระเงินสมทบ ลูกจ้างยังเบิกได้ไหม?

คำตอบ : ในกรณีที่นายจ้างไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือค้างชำระเงินสมทบ ลูกจ้างก็ยังมีสิทธิได้รับเงินชดเชยแบบเต็มจำนวนเหมือนเดิม ถึงแม้นายจ้างจะค้างชำระหรือยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ลูกจ้างสามารถยื่นเรื่องขอรับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนได้ โดยสำนักงานประกันสังคมจะเป็นผู้จ่ายเงินเยียวยาและค่ารักษาพยาบาลให้แก่ลูกจ้างไปก่อน จากนั้นทางประกันสังคมจะทำการเรียกเก็บเงินคืนจากนายจ้างย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน

Q3. ถ้านายจ้างคำนวณและนำส่งเงินสมทบเกินไป สามารถขอคืนได้หรือไม่?

คำตอบ : สามารถขอคืนได้ครับ นายจ้างสามารถทำเรื่องยื่นขอรับเงินสมทบส่วนที่จ่ายเกินคืนได้ แต่ต้องดำเนินการ ภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่นำส่งเงิน หากเกินกำหนด ก็จะไม่สามารถได้รับเงินส่วนที่เกินได้

สรุป 

กองทุนเงินทดแทนถือเป็นสิ่งที่นายจ้างต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นหลักประกันความปลอดภัยให้กับลูกจ้างเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน โดยนายจ้างจะเป็นผู้รับผิดชอบการส่งเงินสมทบส่วนนี้โดยอัตราของเงินสมทบที่จ่ายจะอยู่ที่ร้อยละ 0.2-1.0 ของค่าจ้าง ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ และความเสี่ยงอันตรายของแต่ละกิจการ

หากท่านใดยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกองทุนเงินทดแทน สามารถติดต่อมาได้ โทร. 02-1251363 Facebook : Build Me Up Consultant Line : @bmu001

เขียนโดย (Author)

คุณ ธเณศ เฮงตระกูลสิน

ตำแหน่ง : CEO บริษัท บิลด์มีอัพ คอนซัลแทนท์ จำกัด
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เลขทะเบียน 10228

ประสบการณ์ : ผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบบัญชี สำนักงานสอบบัญชี EY (Big4)
ผู้ผ่านการทดสอบ หลักสูตรประกาศนียบัตรการรายงานทางการเงินไทย (DipTFR)
ปริญญาตรี : คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปริญญาโท : คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ หลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน Nida (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง)

This site uses cookies to offer you a better browsing experience. By browsing this website, you agree to our use of cookies.