สารบัญ
ต้นทุนขายคืออะไร?
หากจะให้อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด เกี่ยวกับ ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold หรือ COGS) เราอาจจะต้องเข้าใจต้นทุนสินค้าคงเหลือก่อน
ต้นทุนสินค้าคงเหลือ คือ ต้นทุนทั้งหมดที่จ่ายไปเพื่อให้ได้สินค้าชิ้นนั้นมาพร้อมขาย เช่น ต้นทุนค่าสินค้า ต้นทุนค่าขนส่งสินค้า เป็นต้น ซึ่งสินค้าคงเหลือ นี้จะถูกจัดประเภทอยู่ในบัญชี สินค้าคงเหลือ ใน งบฐานะการเงิน
ต่อมาเมื่อสินค้าคงเหลือนี้ได้ถูกขายออกไป สินค้าคงเหลือ ดังกล่าวจะถูกตัดออกเป็นค่าใช้จ่าย และจัดประเภทเป็น ต้นทุนขาย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหลักในงบกำไรขาดทุน
ดังนั้นต้นทุนขาย คือ ต้นทุนรวมของสินค้าที่ถูกขายออกไปนั่นเอง
องค์ประกอบของต้นทุนขายมีอะไรบ้าง
กรณีธุรกิจซื้อมาขายไป
ธุรกิจซื้อมาขายไป จะเป็นธุรกิจที่ซื้อสินค้าเข้ามา และนำมาขายต่อเท่านั้น โดยไม่ได้มีการดัดแปลง เปลี่ยนแปลง ใดๆเพิ่มเติม ดังนั้นต้นทุนของสินค้า (หรือต้นทุนขายกรณีที่สินค้านั้นถูกขายออกไป) สำหรับธุรกิจซื้อมาขายไปหลักๆ จะประกอบด้วย
- ต้นทุนค่าสินค้า
- ต้นทุนค่าขนส่ง
กรณีธุรกิจผลิตสินค้าเพื่อขาย
ธุรกิจผลิตสินค้าเพื่อขาย จะเป็นธุรกิจที่ซื้อวัตถุดิบเข้ามา และจะนำมาผ่านกระบวนการผลิตเพิ่มเติม เพื่อให้ได้สินค้าสำเร็จรูป ที่มีมูลค่าที่สูงขึ้น ดังนั้นต้นทุนของสินค้า (หรือต้นทุนขายกรณีที่สินค้านั้นถูกขายออกไป) สำหรับธุรกิจผลิตสินค้าเพื่อขาย หลักๆ จะประกอบด้วย
- ค่าวัตถุดิบทางตรง (ต้นทุนค่าวัตถุดิบ + ต้นทุนค่าขนส่ง)
- ค่าแรงทางตรง
- ค่าใช้จ่ายในการผลิต (โสหุ้ยการผลิต)
วิธีคำนวณต้นทุนขาย
วิธีในการคำนวณต้นทุนขายมี 3 วิธีหลัก ๆ ดังนี้
ตัวอย่างในการคำนวณ
บริษัท ตัวอย่าง จำกัด ประกอบธุรกิจซื้อมาขายไป โดยมีข้อมูลการซื้อสินค้าเป็นดังนี้
และมีการขายสินค้า 2 ครั้ง คือวันที่ 15 มกราคม 25X1 และ 25 มกราคม 25X1
วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO)
เป็นวิธีที่กำหนดว่าสินค้าชิ้นไหนซื้อก่อนจะถูกขายออกไปก่อน ดังนั้นต้นทุนสินค้าที่ซื้อเข้ามาก่อนจะเป็นต้นทุนขาย และสินค้าคงเหลือที่อยู่ในงบฐานะการเงินจะเป็นต้นทุนของสินค้าที่ซื้อทีหลัง ทำให้มูลค่าสินค้าคงเหลือวิธีนี้ใกล้เคียงกับตลาดมากที่สุด วิธี FIFO นี้เป็นวิธีที่ได้รับความนิยม และเหมาะกับสินค้าที่มีลักษณะคล้ายๆกัน หรือสินค้าที่มีอายุจำกัด
วิธีการคำนวณ มีดังนี้
-
- ขายวันที่ 15 มกราคม 25X1 เป็นการหยิบสินค้า Lot 1 ไปขาย เพราะเป็น Lot ที่ซื้อมาก่อน ฉะนั้นต้นทุนขายสินค้าขายจะเท่ากับ 450 บาท
- ขายวันที่ 25 มกราคม 25X1 เป็นการหยิบสินค้า Lot 2 ไปขาย ฉะนั้นต้นทุนสินค้าขายจะเท่ากับ 490บาท
การคำนวณต้นทุนแบบวิธีเข้าก่อนออกก่อน สรุปได้ดังนี้
-
- ต้นทุนขาย เท่ากับ 940 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนสินค้าของ Lot เก่าสุดที่ซื้อมา คือ Lot 1 และ Lot 2
- สินค้าคงเหลือ เท่ากับ 500 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนสินค้าของ Lot ใหม่ ๆ ที่ซื้อมา คือ Lot 3
วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average)
เป็นวิธีที่กำหนดว่าสินค้าแต่ละชิ้นมีความคล้ายคลึงกันจึงใช้ราคาเฉลี่ยของสินค้าที่มีทั้งหมดในการคำนวณต้นทุนขาย โดยไม่สนใจว่าเป็นสินค้าที่ซื้อหรือผลิตมาจากรอบไหน ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับสินค้าที่มีลักษณะคล้าย ๆ กัน สามารถสับเปลี่ยนกันได้
วิธีการคำนวณ มีดังนี้
-
- คำนวณต้นทุนสินค้าทั้งหมด โดยนำต้นทุนของสินค้าทุก Lot มารวมกัน ได้เป็นต้นทุนสินค้าทั้งสิ้น 1,440 บาท
- คำนวณหาต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย ซึ่งเท่ากับมูลค่าต้นทุนสินค้าทั้งหมดหารด้วยจำนวนสินค้า ได้ต้นทุนต่อหน่วยเท่ากับ 480 บาท (1,440 บาท / 3 ชิ้น)
- คำนวณต้นทุนสินค้าที่ขาย ซึ่งเท่ากับจำนวนสินค้าที่ขายคูณต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย ได้ต้นทุนสินค้าขายเท่ากับ 960 บาท (2 ชิ้น x 480 บาท)
- คำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือ ซึ่งเท่ากับจำนวนสินค้าที่เหลือคูณต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย ได้สินค้าคงเหลือเท่ากับ 480 บาท (1 ชิ้น x 480 บาท)
ดังนั้น การคำนวณแบบวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก จะต้องคำนวณหาต้นทุนสินค้าเฉลี่ยต่อหน่วยก่อน เพื่อนำมาคูณกับจำนวนที่ขายเป็นต้นทุนขาย และจำนวนสินค้าที่เหลืออยู่เป็นสินค้าคงเหลือ
วิธีราคาเฉพาะเจาะจง (Specific)
เป็นวิธีที่ระบุแบบเจาะจงว่าเป็นต้นทุนของสินค้าชิ้นไหนที่ขายออกไป จึงเป็นวิธีที่เหมาะกับสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะ ไม่สามารถสับเปลี่ยนกันได้ และต้นทุนสินค้าแต่ละชิ้นมีความแตกต่างกัน เช่น เครื่องเพชร ชุดเฟอร์นิเจอร์สั่งทำ
วิธีการคำนวณ มีดังนี้
-
- ขายวันที่ 15 มกราคม 25X1 กิจการหยิบสินค้า Lot 1 ไปขาย ฉะนั้นต้นทุนขายสินค้าจะเท่ากับ 450 บาท
- ขายวันที่ 25 มกราคม 25X1 กิจการหยิบสินค้า Lot 3 ไปขาย ฉะนั้นต้นทุนสินค้าขายจะเท่ากับ 500 บาท
การคำนวณต้นทุนแบบวิธีราคาเจาะจง สรุปได้ดังนี้
-
- ต้นทุนขาย เท่ากับ 950 บาท ซึ่งก็คือต้นทุนสินค้าของ Lot 1 และ Lot 3 ที่ขายไป
- สินค้าคงเหลือ เท่ากับ 490 บาท ซึ่งก็คือสินค้า Lot 2 ที่ยังคงอยู่ในคลังสินค้า
สูตรในการกระทบยอดและการคำนวณต้นทุนขาย
กรณีธุรกิจซื้อมาขายไป
สินค้าคงเหลือปลายงวด = สินค้าคงเหลือต้นงวด + ซื้อ – ต้นทุนขาย
ต้นทุนขาย = สินค้าคงเหลือต้นงวด + ซื้อ – สินค้าคงเหลือปลายงวด
กรณีธุรกิจผลิตสินค้าเพื่อขาย
วัตถุดิบใช้ไป = วัตถุดิบต้นงวด + ซื้อ – วัตถุดิบปลายงวด
ต้นทุนผลิต = งานระหว่างทำต้นงวด + วัตถุดิบใช้ไป + ค่าแรงทางตรง + ค่าใช้จ่ายในการผลิต – งานระหว่างทำปลายงวด
สินค้าสำเร็จรูปปลายงวด = สินค้าสำเร็จรูปต้นงวด + ต้นทุนผลิต – ต้นทุนขาย
ต้นทุนขาย = สินค้าสำเร็จรูปต้นงวด + ต้นทุนผลิต – สินค้าสำเร็จรูปปลายงวด
ทำไมการวิเคราะห์ต้นทุนขายถึงสำคัญต่อเจ้าของธุรกิจ?
การวิเคราะห์ต้นทุนขาย ไม่ใช่แค่เรื่องของบัญชี แต่มันคือ “เข็มทิศ” ที่บอกว่าธุรกิจของคุณมีสุขภาพดีแค่ไหน เพราะต้นทุนขายคือรายจ่ายก้อนใหญ่ที่สุดของเกือบทุกธุรกิจ นี่คือ 4 เหตุผลสำคัญที่เจ้าของธุรกิจต้องวิเคราะห์ต้นทุนขายของกิจการให้ดี
-
ใช้กำหนด “กลยุทธ์การตั้งราคา”
หากคุณไม่รู้ต้นทุนขายที่แท้จริง การตั้งราคาจะเป็นเพียงการ “เดา”
-
- ถ้าตั้งราคาต่ำไป: แม้จะขายดีจนแพ็กของไม่ทัน แต่สุดท้ายอาจเหลือเงินไม่พอจ่ายค่าเช่าที่หรือค่าการตลาด
- การวิเคราะห์ช่วยได้: ทำให้รู้ว่าต้องบวกกำไร (Markup) เท่าไหร่ถึงจะคุ้มค่าใช้จ่ายแฝง และสามารถทำโปรโมชั่นลดราคาได้สูงสุดกี่เปอร์เซ็นต์โดยที่ไม่เข้าเนื้อ
-
วัดประสิทธิภาพการดำเนินงาน
การดูแค่ “ยอดขาย” อาจหลอกตาได้ การดู “อัตรากำไรขั้นต้น” (Gross Profit Margin) ที่ได้มาจากต้นทุนขายจะช่วยบอกในเรื่องของประสิทธิภาพได้มากกว่า เช่น ปีนี้ยอดขายโตขึ้น 20% แต่ต้นทุนขายดันโตขึ้น 40% (อาจเพราะวัตถุดิบแพงขึ้นหรือบริหารสต็อกพลาด) แปลว่าธุรกิจคุณกำลังเหนื่อยฟรี จากประสิทธิภาพการทำงานที่แย่ลง
-
ช่วยบริหารจัดการสต็อกสินค้า
การวิเคราะห์ต้นทุนขายจะเผยให้เห็นปัญหาในคลังสินค้าบางประการ เช่น การสูญหาย/ของเสีย หากต้นทุนขายสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับจำนวนที่ขายได้จริง อาจหมายถึงมีของเสียในกระบวนการผลิตมากเกินไป หรือมีการทุจริตเกิดขึ้นในองค์กร
-
เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
เมื่อคุณวิเคราะห์ต้นทุนขายออกมาได้ดี คุณจะเห็นช่องทางในการ “ลดรายจ่าย” ได้ชัดเจนขึ้น ยกตัวอย่างเช่น
-
- การหา Supplier รายใหม่ที่ราคาถูกกว่าเดิม
- การเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อลดการใช้พลังงาน
- การปรับสูตรสินค้าเพื่อลดวัตถุดิบที่ราคาสูงเกินไปโดยไม่เสียคุณภาพ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับต้นทุนขาย
A1: ต้นทุนขาย คือ ต้นทุนของสินค้าที่ขาย ซึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิตหรือการได้มาซึ่งสินค้า เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงพนักงานฝ่ายผลิต ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อให้ธุรกิจรันต่อไปได้ ซึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือการได้มาซึ่งสินค้า ซึ่งในงบการเงินจะแสดงภายใต้บัญชี ค่าใช้จ่ายในการขาย หรือ ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ยกตัวอย่างเช่น ค่าเช่าออฟฟิศ เงินเดือนแอดมิน ค่าโฆษณา และค่าน้ำไฟส่วนสำนักงาน
A2: คำตอบจะขึ้นอยู่กับ “หน้าที่” ของพนักงานคนนั้น
-
- เป็นต้นทุนขาย: ถ้าเป็นพนักงานที่ทำงานในสายผลิตโดยตรง
- ไม่ใช่ต้นทุนขาย: ถ้าเป็นพนักงานฝ่ายสนับสนุนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิต (เช่น พนักงานบัญชี, การตลาด, HR) ซึ่งส่วนนี้จะถือเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร (SG&A)
A3: ในธุรกิจที่ไม่มีตัวสินค้า (เช่น หอพัก, โรงแรม, เอเจนซี่) จะใช้คำว่า “ต้นทุนบริการ” แทน ซึ่งประกอบด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อให้เกิดบริการนั้นๆ เช่น ค่าซักรีดผ้าปูที่นอนในโรงแรม หรือค่าจ้างฟรีแลนซ์มาทำงานให้ลูกค้า
A4: ไม่ใช่ต้นทุนขาย ค่าโฆษณาถือเป็น “ค่าใช้จ่ายในการขาย” แม้ว่าโฆษณาจะช่วยให้ขายของได้ แต่ในทางบัญชีมันไม่ใช่ต้นทุน “ทางตรง” ที่ทำให้ได้สินค้าชิ้นนั้นมา
สรุป
ต้นทุนขาย คือ ต้นทุนรวมของสินค้าที่ขายออกไป ซึ่งการวิเคราะห์ต้นทุนขายนั้นมีความสำคัญต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะโดยปกติแล้วกำไรขั้นต้นของธุรกิจนั้นเกิดจาก
กำไรขั้นต้น = รายได้จากการขาย – ต้นทุนขาย
ดังนั้นถ้าเราไม่สารถควบคุมต้นทุนขายได้ เราก็จะไม่สามารถควบคุมกำไรของธุรกิจได้นั่นเอง
หากท่านใดยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับต้นทุนขาย ติดต่อมาได้ โทร. 0925863663 , 021245303 Facebook : Build Me Up Consultant Line : @bmu001


