สารบัญ
กฎหมายแรงงาน คืออะไร
กฎหมายแรงงาน คือ กฎหมายที่สร้างขึ้นเพื่อกำหนดสิทธิ์และหน้าที่การทำงานทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้างให้มีขอบเขตหน้าที่ในการทำงานที่ชัดเจนทั้งเรื่องเวลาการทำงาน ค่าจ้าง หรือวันหยุดต่างๆ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีระเบียบและไม่เอาเปรียบกัน
สิ่งที่นายจ้าง ฝ่ายบุคคล และลูกจ้าง ควรรู้เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน
สำหรับ นายจ้าง ฝ่ายบุคคล
- จัดทำสัญญาจ้างงานข้อบังคับการทำงาน และวันลาต่างๆได้ถูกต้อง
- คำนวณค่าจ้าง OT และค่าชดเชยได้ถูกต้อง ลดข้อผิดพลาดและการฟ้องร้องต่อศาลแรงงาน
- หลีกเลี่ยงโทษทางกฎหมาย
- สร้างความเชื่อมั่นให้พนักงาน
สำหรับลูกจ้าง
- รู้สิทธิของตัวเอง ทั้งวันลาป่วย ลาพักร้อน ค่าล่วงเวลา และเงินชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้าง
- ตรวจสอบได้ว่าสลิปเงินเดือนและการหักเงินต่างๆถูกต้องหรือไม่
- มีกฎระเบียบในการทำงาน สามารถสอบถามด้วยข้อกฎหมายได้หากเกิดการเอาเปรียบ
ประโยชน์ของกฎหมายแรงงาน
ประโยชน์ต่อนายจ้าง
- การมีกฎหมายแรงงานช่วยให้ระบบงานมีความเป็นระเบียบและช่วยลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง
- มีมาตรฐานงานบุคคลที่ชัดเจน
- มีบรรยากาศที่ดีในการทำงานช่วยลดอัตราการลาออกของพนักงานได้
- ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร
ประโยชน์ต่อลูกจ้าง
- ลูกจ้างได้รับค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา หรือค่าชดเชยอย่างถูกต้องไม่ถูกเอาเปรียบ
- มีการกำหนดเวลาการทำงานที่เหมาะสม ทำให้การทำงานไม่หนักหรือน้อยจนเกินไป
- มีสิทธิในวันหยุด วันลา หรือวันหยุดพักผ่อนประจำปี
- ได้รับความคุ้มครองด้านความปลอดภัยป้องกันไม่ให้ทำงานในที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อสุขภาพ
สิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายแรงงานอัปเดต 2569
-
กฎหมายแรงงานเวลาทำงานของพนักงาน
กฎหมายแรงงาน ห้ามทำงานเกินกี่ชั่วโมง
-
- ลูกจ้างทั่วไปทำงานได้ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และรวมแล้วไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
- ถ้าเป็นงานที่เสี่ยงหรืออันตราย จะต้องไม่เกิน 7 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
กฎหมายแรงงานให้ลูกจ้างพักได้กี่ชั่วโมงต่อวัน
-
- ทำงานไม่เกิน 5 ชั่วโมง ต้องได้พัก ไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน
- ถ้าตกลงกันไว้ล่วงหน้า อาจพักสั้นลงได้ แต่เมื่อรวมแล้วต้องไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง
- ในกรณีงานต่อเนื่อง หรือเหตุฉุกเฉิน อาจไม่มีเวลาพัก แต่ต้องได้ความยินยอมจากลูกจ้างก่อน
-
การทำงานล่วงเวลา
-
- ลูกจ้างสามารถถูกขอให้ทำ OT ได้ หากงานมีความจำเป็น หรือต้องทำต่อเนื่อง
- ถ้าทำ OT ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง ต้องได้พักอย่างน้อย 20 นาทีก่อนเริ่ม
- OT วันทำงานปกติ อย่างน้อย 5 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมง
- OT วันหยุด3 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมง
-
การทำงานในวันหยุด
-
- ถ้ามีสิทธิได้ค่าจ้างวันหยุดอยู่แล้ว จะได้เพิ่มอีก 1 เท่า
- ถ้าไม่มีสิทธิค่าจ้างวันหยุด จะได้ค่าจ้างวันนั้น ไม่น้อยกว่า 2 เท่า
-
กฎหมายแรงงานวันหยุดที่ลูกจ้างควรมีสิทธิ
วันหยุดประจำสัปดาห์
-
- อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ โดยต้องไม่เกิน 6 วันทำงานติดกัน
- ลูกจ้างรายเดือนมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดนี้
วันหยุดตามประเพณี
-
- ไม่น้อยกว่า 13 วันต่อปี รวมวันแรงงาน
- หากตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ จะหยุดชดเชยวันทำงานถัดไป
วันหยุดพักผ่อนประจำปี
-
- เมื่อทำงานครบ 1 ปี ลูกจ้างมีสิทธิหยุด อย่างน้อย 6 วันต่อปี และยังคงได้รับค่าจ้างปกติ
- สามารถสะสม หรือเลื่อนไปปีอื่นได้ตามที่ตกลงกัน
-
การลาแบบต่างๆที่ได้รับการคุ้มครอง
-
- ลาป่วยสามารถลาได้ตามความจำเป็นไม่เกิน 30 วันต่อปี หากป่วย 3 วันขึ้นไป นายจ้างสามารถขอใบรับรองแพทย์ได้
- ลาคลอดกฎหมายแรงงานระบุว่าสามารถลาได้สูงสุด 120 วันนับรวมวันหยุดและวันลาฝากครรภ์ โดยนายจ้างจะจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนเป็นวลา 60 วัน และในส่วนของวันที่เหลือลูกจ้างจะได้รับเงินสงเคราะห์การคลอดบุตรตามสิทธิของประกันสังคมในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง
- สิทธิคู่สมรส (สามี) ลาช่วยภรรยาเลี้ยงดูบุตรสามารถลาเพื่อช่วยเหลือภรรยาหลังคลอดได้ 15 วันทำงาน โดยได้รับค่าจ้าง 100% จากนายจ้างแต่ต้องใช้สิทธิภายใน 90 วันนับจากวันที่บุตรเกิด
- สิทธิลาดูแลบุตรกรณีพิเศษหากบุตรเจ็บป่วย มีภาวะเสี่ยง หรือพิการ สามารถลาต่อเนื่องเพื่อดูแลบุตรเพิ่มได้อีกไม่เกิน 15 วัน โดยได้รับค่าจ้าง 50% ของฐานเงินเดือน
- ลาทำหมันสามารถได้ตามที่แพทย์กำหนด และรับค่าจ้างได้ปกติ
- ลากิจสามารถลาได้ตามข้อบังคับของบริษัท แต่ไม่น้อยกว่า 3 วันต่อปี
- ลาทหารสามารถลาไปเข้ารับราชการทหารได้ สูงสุด 60 วันต่อปีและรับค่าจ้างได้ปกติ
- ลาเพื่อฝึกอบรม สามารถลาได้ตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง โดยทั่วไปไม่ได้รับค่าจ้าง เว้นแต่นายจ้างอนุญาตเป็นพิเศษ
- การลาโดยไม่รับค่าจ้าง เป็นกรณีที่ลูกจ้างขอลาหยุดโดยไม่รับค่าจ้าง ซึ่งไม่ได้มีกำหนดในกฎหมายคุ้มครองแรงงานนายจ้างสามารถอนุมัติ หรือปฏิเสธการลาแบบไม่จ่ายค่าจ้างได้ตามนโยบายของบริษัท
-
ค่าจ้าง และตอบแทน
เนื่องจากประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง (ฉบับที่ 14) ได้ปรับอัตราล่าสุดที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2568 และใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยกำหนดอัตราไว้ที่ 337–400 บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ต้องจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง ตรงตามกำหนด และจ่ายเป็นเงินไทย หากนายจ้างจ่ายต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
-
กฎหมายแรงงานเลิกจ้าง
ค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างกรณีทั่วไป
เมื่อนายจ้างเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิด ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินชดเชยเลิกจ้างตามอายุงาน ดังนี้
-
- หากลูกจ้างทำงานไม่ถึง 120 วัน นายจ้างจะไม่จ่ายค่าชดเชยก็ได้
- หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 120วัน – 1 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย เท่ากับค่าจ้างการทำงาน 30 วัน ในอัตราสุดท้าย
- หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 1-3 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย เท่ากับค่าจ้างการทำงาน 90 วัน ในอัตราสุดท้าย
- หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 3-6 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย เท่ากับค่าจ้างการทำงาน 180 วัน ในอัตราสุดท้าย
- หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 6-10 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย เท่ากับค่าจ้างการทำงาน 240 วัน ในอัตราสุดท้าย
- หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 10 ปีขึ้นไป นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย เท่ากับค่าจ้างการทำงาน 300 วัน ในอัตราสุดท้าย
- หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 20 ปีขึ้นไป นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย เท่ากับค่าจ้างการทำงาน 400 วัน ในอัตราสุดท้าย
ค่าเสียหายจากการไม่บอกกล่าวล่วงหน้า
การเลิกจ้างโดยทันที เกิดขึ้นในกรณีที่นายจ้างไล่ออกทันที โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า ถือว่านายจ้างทำผิดสัญญาจ้างงาน นอกจากจะต้องจ่ายค่าชดเชย ตามกรณีเลิกจ้างทั่วไปแล้ว ยังต้องจ่ายค่าเสียหาย จากการไม่บอกกล่าวล่วงหน้าด้วย แต่ในกรณีลูกจ้างกระทำความผิด เช่น ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับร้ายแรง ขาดงานต่อหน้าที่ 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
-
สิทธิการทำงานที่บ้าน (Work From Home)
สิทธิ์ในการทำงานที่บ้าน หรือ Work From Home เป็นการที่นายจ้างและลูกจ้างได้ทำการตกลงร่วมกันเป็นลายลักษณ์อักษร ที่ระบุรายละเอียดชัดเจน ทั้งช่วงเวลาเริ่มต้นทำงาน เวลาพัก หรือการส่งรายงาน และเมื่อสิ้นสุดเวลาการทำงานลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธการติดต่อสื่อสารทุกช่องทาง เช่น ไม่รับสาย ไม่อ่านแชต LINE ไม่ตอบอีเมลจากนายจ้างหรือหัวหน้างานได้ โดยการทำงานที่บ้านนั้นลูกจ้างจะได้รับสิทธิ วันลา สวัสดิการ และค่าจ้าง เหมือนกันกับพนักงานที่ทำงานในออฟฟิศ
บทลงโทษหากนายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
-
โทษทางอาญา
- จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เช่น กรณีฝ่าฝืนเรื่องการไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนด ไม่จ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง หรือให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
- โทษอื่นๆ ตามแต่ละกรณีมีตั้งแต่โทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ไปจนถึงโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับ 200,000 บาท ในกรณีร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและการใช้แรงงานเด็ก
ต้องจ่ายเงินเพิ่มหรือดอกเบี้ยให้ลูกจ้าง
หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา หรือค่าชดเชย ที่ไม่ตรงตามเวลา หรือช้ากว่ากำหนด กฎหมายแรงงานกำหนดให้นายจ้างต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินที่ค้างจ่ายทั้งหมดนับตั้งแต่วันที่ผิดนัด และในกรณีที่นายจ้างจงใจโกง ตั้งใจที่จะไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าชดเชย โดยไม่มีเหตุอันสมควร นายจ้างจะต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ15 ของยอดเงินที่ค้างชำระทุกๆ7วัน
-
โทษฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน
หากลูกจ้างไปร้องเรียนต่อพนักงานกรมตรวจแรงงาน แล้วพนักงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินหรือทำการแก้ไขให้ถูกต้อง แต่นายจ้างยังคงนิ่งเฉยหรือฝ่าฝืนไม่ทำตามคำสั่ง นายจ้างจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
คำตอบ : ไม่สามารถหักได้ครับ เนื่องจากตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานนายจ้างไม่สามารถหักเงินเดือนหรือค่าจ้างเพื่อเป็นบทลงโทษกับพนักงานที่มาสายได้ครับ แต่นายจ้างสามารถไม่จ่ายค่าจ้างตามส่วนของเวลาที่มาสายจริงได้ ซึ่งคำนวณหักเป็นนาทีตามอัตราค่าจ้างจริงของพนักงานคนนั้นเพื่อเป็นการจ่ายเงินตามเวลาที่ทำงานจริงครับและนายจ้างยังสามารถดำเนินการตามกฎของบริษัทได้ เช่น การตักเตือน หรือออกหนังสือเตือนได้ครับ
คำตอบ : มีสิทธิครับ เนื่องจากกฎหมายแรงงานคุ้มครองลูกจ้างตั้งแต่เข้าทำงานวันแรกที่เริ่มเข้ามาทำงานถึงแม้ว่าจะเป็นพนักงานทดลองงานก็สามารถใช้สิทธิลาป่วยไม่เกิน 30 วันต่อปีและหากลาติดต่อกัน 3วัน นายจ้างมีสิทธิขอดูใบรับรองแพทย์ได้ และลากิจจะได้รับไม่น้อยกว่า 3 วันต่อปี โดยในส่วนนี้ลูกจ้างยังสามารถได้รับค่าจ้างตามปกติครับ
คำตอบ : หากลาพักร้อนใช้ไม่หมดสามารถทบไปใช้ปีหน้าได้ครับ โดยกฎหมายแรงงานระบุไว้ชัดเจนว่า วันหยุดพักผ่อนประจำปีสามารถสะสม หรือเลื่อนไปใช้ในปีอื่นได้ แต่ขึ้นอยู่ที่การตกลงของนายจ้างและลูกจ้างด้วยครับ แต่ถ้าในกรณีที่ใช้วันพักร้อนไม่หมดแล้วขอเป็นเงินแทน ในกรณีนี้ถ้ายังเป็นพนักงานอยู่ กฎหมายไม่ได้บังคับให้นายจ้างเปลี่ยนวันพักร้อนที่เหลือเป็นเงินเมื่อถึงสิ้นปี ยกเว้นแต่ว่าลูกจ้างขอลาแล้วแต่นายจ้างเป็นฝ่ายไม่อนุญาตให้หยุดกรณีนี้กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายเงินชดเชยเป็นค่าทำงานในวันหยุดให้กับลูกจ้างครับแต่ถ้าเกิดในกรณีลาออก หรือถูกเลิกจ้างแบบไม่ได้ทำผิดในกรณีนี้จะได้คืนเป็นเงินครับ โดยนายจ้างต้องคำนวณและจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักร้อนสะสมที่ยังไม่ได้ใช้ คืนให้กับลูกจ้างตามสัดส่วนครับ
สรุปกฎหมายแรงงาน
กฎหมายแรงงานเป็นสิ่งสำคัญในการคุ้มครองสิทธิและกำหนดหน้าที่การทำงานทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้างให้มีขอบเขตหน้าที่ในการทำงานที่ชัดเจน ทั้งเรื่องเวลาการทำงาน ค่าจ้าง หรือวันหยุดต่างๆ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีระบบและไม่เอาเปรียบกัน อีกทั้งยังช่วยให้องค์กรบริหารงานได้อย่างโปร่งใส ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่นให้พนักงาน
หากท่านใดยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ กฎหมายแรงงาน สามารถติดต่อมาได้ โทร. 02-1251363 Facebook : Build Me Up Consultant Line : @bmu001

