สารบัญบทความ (Table of Contents)
1.1 ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คืออะไร?
1.2 ทำไมธุรกิจต้องคิดค่าเสื่อมราคา?
1.3 สินทรัพย์ใดบ้างที่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา และสินทรัพย์ใดที่ไม่ต้องคิด?
1. ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับค่าเสื่อมราคา
ในส่วนแรกสุดนี้เราจะมาทำความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับค่าเสื่อมราคากันก่อน ดังนี้
1.1 ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คืออะไร?
-
คำจำกัดความตามหลักบัญชี
ตามคำจำกัดความของหลักบัญชี ค่าเสื่อมราคาคือ มูลค่าเสื่อมสภาพของอาคารและอุปกรณ์ ที่จะต้องปันส่วนเป็นค่าเสื่อมราคาอย่างเป็นระบบตลอดอายุการใช้งานของสินทรัพย์
ยกตัวอย่างเช่น หากบริษัทซื้อเครื่องจักรมา 100,000 บาท ณ วันแรกที่ซื้อเครื่องจักรเข้ามาจะบันทึกบัญชีเป็นสินทรัพย์ (ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย) และบริษัทจะทยอยบันทึกค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบตลอดอายุการใช้งานของสินทรัพย์นั้น แสดงว่าค่าใช้จ่ายจะถูกทยอยบันทึกผ่านบัญชีค่าเสื่อมราคาไปหลายปีตามอายุการใช้งานของสินทรัพย์ และมูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์นั้นก็จะทยอยลดลงตามค่าเสื่อมราคานั่นเอง
-
ความแตกต่างระหว่าง ค่าเสื่อมราคา และ ค่าตัดจำหน่าย (Amortization)
หลายๆท่านอาจสงสัยว่าค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายนั้นแตกต่างกันอย่างไร? จริงๆแล้ว Concept ของค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายนั้นคล้ายๆกัน คือ เป็นการปันส่วนค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบตลอดอายุการใช้งานของสินทรัพย์เหมือนกัน ซึ่งความแตกต่างอยู่ที่ ค่าเสื่อมราคา จะใช้เรียกสำหรับสินทรัพย์ถาวรที่มีตัวตนและสามารถจับต้องได้ แต่หากเป็น ค่าตัดจำหน่าย จะใช้เรียกสำหรับสินทรัพย์ไม่มีตัวตนและไม่สามารถจับต้องได้
1.2 ทำไมธุรกิจต้องคิดค่าเสื่อมราคา?
-
หลักการจับคู่รายได้กับค่าใช้จ่าย (Matching Principle)
หลักการนี้เป็นหลักการสำคัญอย่างหนึ่งในระบบบัญชี กล่าวคือ รายได้เกิดขึ้นในงวดใด ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องก็ควรที่จะอยู่ในงวดเดียวกับรายได้ที่เกิดขึ้นด้วย ค่าเสื่อมราคาก็เช่นเดียวกัน การที่บริษัทซื้อเครื่องจักรมาในราคา 100,000 บาท ซึ่งเครื่องจักรนั้นมีอายุการใช้งานและสามารถสร้างรายได้ให้แก่บริษัทไปได้อีกหลายปี จึงต้องมีการทยอยปันส่วนค่าใช้จ่ายออกมาในรูปของค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน เพื่อให้สัมพันธ์กับรายได้ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปีนั่นเอง
-
ประโยชน์ในการสะท้อนมูลค่าสินทรัพย์ที่แท้จริง
การที่บริษัทซื้อสินทรัพย์ถาวร เช่น เครื่องจักรเข้ามาใช้งาน แน่นอนว่าสินทรัพย์ถาวรทุกชนิดย่อมมีการเสื่อมค่า จึงต้องมีการคิดค่าเสื่อมราคาเพื่อทยอยลดมูลค่าของสินทรัพย์ถาวรนั้นให้สะท้อนมูลค่าสินทรัพย์ที่แท้จริง
1.3 สินทรัพย์ใดบ้างที่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา และสินทรัพย์ใดที่ไม่ต้องคิด?
สินทรัพย์ที่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา คือ สินทรัพย์ถาวรที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 1 ปี ยกเว้นที่ดิน ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา ยกตัวอย่างสินทรัพย์ถาวรที่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์สำนักงาน ยานพาหนะ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
สำหรับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ค่าลิขสิทธิ์ ก็จะต้องปันส่วนค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบเช่ยเดียวกัน แต่เราจะเรียกมันว่า ค่าตัดจำหน่าย
2. ตัวแปรและองค์ประกอบหลักในการคำนวณ
ราคาทุน (Cost) ของสินทรัพย์
ราคาทุนของสินทรัพย์ถาวร (ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์) ประกอบไปด้วยส่วนหลักๆ ดังนี้
- ราคาซื้อรวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้
- ต้นทุนทางตรงอื่นๆที่ทำให้ได้สินทรัพย์ถาวรนั้นมา เช่น ค่าขนส่ง ค่าติดตั้งสินทรัพย์ถาวร เป็นต้น
ยกตัวอย่างเช่น บริษัทซื้อเครื่องจักรมาในราคา 100,000 บาท มีค่าขนส่ง 5,000 บาท และมีค่าติดตั้งเครื่องจักร 10,000 บาท ดังนั้นราคาทุนรวมของเครื่องจักร คือ 100,000 + 5,000 + 10,000 = 115,000 บาท ซึ่งจะบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนในงบการเงิน
มูลค่าซาก (Salvage Value) หรือมูลค่าคงเหลือ
มูลค่าซาก หรือ มูลค่าคงเหลือ หมายถึง จำนวนเงินที่กิจการคาดว่าจะได้รับจากการจำหน่ายสินทรัพย์ หากสินทรัพย์นั้นสิ้นสุดอายุการใช้งาน
ยกตัวอย่างเช่น เครื่องจักรที่บริษัทซื้อมานั้น บริษัทประเมินอายุการใช้งานเอาไว้ที่ 5 ปี และเมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งานคาดว่าจะขายได้ 30,000 บาท ดังนั้น มูลค่าซากหรือมูลค่าคงเหลือก็คือ 30,000 บาท
อายุการใช้งาน (Useful Life) โดยประมาณ
ในการซื้อสินทรัพย์ถาวรเข้ามาใช้งาน บริษัทจะต้องประมาณการอายุการใช้งานของสินทรัพย์ถาวรนั้น เพื่อนำมาใช้ในการคำนวณค่าเสื่อมราคา
3. วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคา
การคำนวณค่าเสื่อมราคามีด้วยกันหลายวิธีดังนี้
วิธีเส้นตรง (Straight-Line Method) (นิยมใช้มากที่สุด)
บริษัททั่วๆไปร้อยละ 99 นิยมใช้การคำนวณค่าเสื่อมราคาด้วยวิธีนี้ เนื่องจากคำนวณง่าย และสมเหตุสมผล สูตรในการคำนวณค่าเสื่อราคาเป็นดังนี้
ค่าเสื่อมราคา = (ราคาทุน – มูลค่าคงเหลือ) / อายุการใช้งาน
ยกตัวอย่างเช่น ณ วันที่ 1 มกราคม 2568 บริษัทซื้อเครื่องจักรมูลค่า 1,000,000 บาท บริษัทประเมินอายุการใช้งานของเครื่องจักรดังกล่าวที่ 5 ปี และประเมินมูลค่าคงเหลือของเครื่องจักรที่ 200,000 บาท จงหาค่าเสื่อมราคาของปี 2568
ค่าเสื่อมราคา = (1,000,000 – 200,000) / 5
= 160,000 บาท
ค่าเสื่อมที่คำนวณได้นี้จะนำไปทยอยบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย และลดมูลค่าของเครื่องจักรในงบการเงิน ตลอดอายุการใช้งานดังนี้
จะเห็นได้ว่าค่าเสื่อมราคาแบบวิธีเส้นตรงนั้นจะเท่าๆกันทุกปีที่ยอด 160,000 และมูลค่าตามบัญชีของเครื่องจักรนี้จะทยอยลดลงเรื่อยๆแบบเส้นตรงตามการเสื่อมสภาพ จนในปีที่ 5 ซึ่งเป็นปีที่บริษัทคาดว่าจะสิ้นสุดการใช้งาน มูลค่าตามบัญชีก็จะเท่ากับ มูลค่าคงเหลือ (ราคาซาก) ที่ยอด 200,000 บาท
วิธียอดคงเหลือลดลง (Declining Balance Method) (วิธีอัตราเร่ง)
สำหรับวิธีนี้ค่าเสื่อมราคาในปีแรกๆจะมียอดค่าเสื่อมราคาที่สูงกว่าในปีหลังๆโดยมีแนวคิดที่ว่าในช่วงแรกของการใช้งานจะมีการเสื่อมค่าของสินทรัพย์ถาวรมาก สูตรในการคำนวณค่าเสื่อมราคาวิธียอดคงเหลือลดลง เป็นดังนี้
ค่าเสื่อมราคา = มูลค่าตามบัญชี x อัตราค่าเสื่อมราคา
ยกตัวอย่างเช่น ณ วันที่ 1 มกราคม 2568 บริษัทซื้อเครื่องจักรมูลค่า 1,000,000 บาท บริษัทประเมินอายุการใช้งานของเครื่องจักรดังกล่าวที่ 5 ปี และประเมินมูลค่าคงเหลือของเครื่องจักรที่ 100,000 บาท จงหาค่าเสื่อมราคาของปี 2568
อายุการใช้งาน 5 ปี = 20% ดังนั้นอัตราเร่ง 2 เท่า คือ 40%
ปีที่ 1: ค่าเสื่อมราคา = 1,000,000 x 40% = 400,000 บาท
ปีที่ 2: มูลค่าตามบัญชีต้นปี = 1,000,000 – 400,000 = 600,000 บาท
ค่าเสื่อมราคา = 600,000 x 40% = 240,000 บาท
ปีที่ 3: มูลค่าตามบัญชีต้นปี = 600,000 – 240,000 = 360,000 บาท
ค่าเสื่อมราคา = 360,000 x 40% = 144,000 บาท
ปีที่ 4: มูลค่าตามบัญชีต้นปี = 360,000 – 144,000 = 216,000 บาท
ค่าเสื่อมราคา = 216,000 x 40% = 86,400 บาท
ปีที่ 5: มูลค่าตามบัญชีต้นปี = 216,000 – 86,400 = 129,600 บาท ในปีสุดท้าย เราจะปรับค่าเสื่อมราคาเพื่อให้มูลค่าตามบัญชีเท่ากับมูลค่าซาก ดังนั้น ค่าเสื่อมราคาปีที่ 5 = 129,600 – 100,000 = 29,600 บาท
จะเห็นได้ว่าค่าเสื่อมราคาแบบวิธียอดคงเหลือลดลง (วิธีอัตราเร่ง) นั้นค่าเสื่อมราคาในปีแรกๆจะสูงมากจากอัตราเร่ง ส่วนมูลค่าตามบัญชีของเครื่องจักรนี้จะทยอยลดลงเรื่อยๆตามการเสื่อมสภาพโดยเฉพาะในปีแรกๆจะลดลงมาก จนในปีที่ 5 ซึ่งเป็นปีที่บริษัทคาดว่าจะสิ้นสุดการใช้งาน มูลค่าตามบัญชีก็จะเท่ากับ มูลค่าคงเหลือ (ราคาซาก) ที่ยอด 100,000 บาท นั่นเอง
วิธีจำนวนหน่วยผลิต (Units of Production Method)
การคิดค่าเสื่อมราคาวิธีจำนวนผลผลิต (Units of Production Method) เป็นวิธีการคิดค่าเสื่อมราคาที่พิจารณาจากการใช้งานจริงของสินทรัพย์ หรือปริมาณผลผลิตที่ผลิตได้ วิธีนี้เหมาะสมกับสินทรัพย์ที่อายุการใช้งานแปรผันตามปริมาณการผลิต เช่น เครื่องจักรในโรงงาน เป็นต้น
ค่าเสื่อมราคาต่อหน่วย = (ราคาทุน – มูลค่าคงเหลือ) / ปริมาณการผลิตทั้งหมดที่คาดการณ์
ค่าเสื่อมราคา = ค่าเสื่อมราคาต่อหน่วย x ปริมาณการผลิตงวดนั้น
ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าโรงงานซื้อเครื่องจักรมาในราคาทุน 1,000,000 บาท คาดว่าจะมีมูลค่าซาก (มูลค่าคงเหลือ) 100,000 บาท และคาดว่าจะผลิตสินค้าได้ทั้งหมด 900,000 ชิ้น ตลอดอายุการใช้งาน สมมติในแต่ละปีสามารถผลิตสินค้าได้ปริมาณดังนี้
ปีที่ 1 : 100,000 ชิ้น
ปีที่ 2 : 200,000 ชิ้น
ปีที่ 3 : 300,000 ชิ้น
ปีที่ 4 : 200,000 ชิ้น
ปีที่ 5 : 100,000 ชิ้น
ค่าเสื่อมราคาต่อหน่วย = (1,000,000 – 100,000) / 900,000 = 1 บาท/ชิ้น
ค่าเสื่อมราคาในแต่ละปีเป็นดังนี้
ปีที่ 1 : 100,000 ชิ้น x 1 บาท/ชิ้น = 100,000 บาท
ปีที่ 2 : 200,000 ชิ้น x 1 บาท/ชิ้น = 200,000 บาท
ปีที่ 3 : 300,000 ชิ้น x 1 บาท/ชิ้น = 300,000 บาท
ปีที่ 4 : 200,000 ชิ้น x 1 บาท/ชิ้น = 200,000 บาท
ปีที่ 5 : 100,000 ชิ้น x 1 บาท/ชิ้น = 100,000 บาท
จะเห็นได้ว่าค่าเสื่อมราคาแบบวิธีจำนวนหน่วยผลิต ค่าเสื่อมราคาจะมากหรือน้อยจะขึ้นอยู่กับผลผลิตที่เครื่องจักรนั้นผลิตออกมาได้ในแต่ละปี หากผลิตได้มากค่าเสื่อมราคาก็จะมาก หากผลิตได้น้อยค่าเสื่อมราคาก็จะน้อยตามไปด้วย นั่นเอง
บทสรุป ตารางเปรียบเทียบวิธีการคำนวณค่าเสื่อมราคาแต่ละแบบ
ทาง Build Me Up Consultant (BMU) ได้ทำตารางสรุปวิธีการคำนวณค่าเสื่อมราคาในแต่ละวิธี (วิธีเส้นตรง / วิธียอดคงเหลือลดลง / วิธีจำนวนหน่วยผลิต) ออกมาให้แล้วดังนี้
หากท่านใดมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการคำนวณค่าเสื่อมราคา หรือการทำบัญชีติดต่อมาได้ที่ โทร. 0925863663 , 021245303 Facebook : Build Me Up Consultant Line : @bmu001


