สารบัญ
เงินกู้ยืมกรรมการคืออะไร?
คำนิยามเบื้องต้นที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้
เงินกู้ยืมกรรมการ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆคือ
- เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ (จัดเป็นสินทรัพย์ในงบการเงิน)
- เงินกู้ยืมจากกรรมการ (จัดเป็นหนี้สินในงบการเงิน)
เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ หมายถึง บริษัทได้ให้เงินแก่กรรมการหรือกลุ่มของผู้ถือหุ้นกู้ยืมไป (จ่ายเงินไปให้กรรมการหรือกลุ่มของผู้ถือหุ้น) โดยอาจจะมีหรือไม่มีดอกเบี้ยก็ได้ขึ้นอยู่กับข้อตกลง/สัญญา ระหว่างบริษัทกับกรรมการหรือกลุ่มของผู้ถือหุ้น บัญชีเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการจะถูกจัดประเภทเป็นสินทรัพย์ในงบการเงิน
เงินกู้ยืมจากกรรมการ หมายถึง บริษัทได้ยืมเงินจากกรรมการหรือกลุ่มของผู้ถือหุ้น (รับเงินจากกรรมการหรือกลุ่มของผู้ถือหุ้น) โดยอาจจะมีหรือไม่มีดอกเบี้ยก็ได้ขึ้นอยู่กับข้อตกลง/สัญญา ระหว่างบริษัทกับกรรมการหรือกลุ่มของผู้ถือหุ้น บัญชีเงินกู้ยืมจากกรรมการจะถูกจัดประเภทเป็นหนี้สินในงบการเงิน
ความแตกต่างระหว่าง “เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ” และ “เงินกู้ยืมจากกรรมการ”
ผมได้ทำการสรุปความแตกต่างระหว่าง “เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ” และ “เงินกู้ยืมจากกรรมการ” ตามตารางดังนี้
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดยอดเงินกู้ยืมกรรมการในงบการเงิน
จากตารางที่ผมสรุปไปให้นั้น บัญชีเงินกู้ยืมกรรมการ ที่แสดงอยู่ในงบการเงินควรที่จะเป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักนั่นคือมีการให้กู้ยืม หรือกู้ยืมกันจริงระหว่างบริษัท กรรมการหรือกลุ่มของผู้ถือหุ้น และมีการปฏิบัติตามสัญญาเงินกู้ยืม แต่ในความเป็นจริงนั้น มักจะมีบัญชีดังกล่าวโผล่มาในงบการเงิน ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลัก จากสาเหตุหลักดังนี้
ทุนจดทะเบียนบริษัทผู้ถือหุ้นไม่ได้ชำระเงินจริง
ในการจดทะเบียนบริษัท จะต้องมีการกรอกตัวเลขทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว เช่น กรรมการที่จัดตั้งบริษัทกรอกตัวเลขลงไปว่า ทุนที่ชำระแล้วคือ 1,000,000 บาท แต่ในความเป็นจริงผู้ถือหุ้นยังไม่ได้โอนเงินเข้ามาในบริษัทจริงเพื่อชำระค่าหุ้น ตอนบันทึกบัญชีจึงต้องบันทึกบัญชี เงินให้กู้ยืมกรรมการ คู่กับ ทุน เพื่อให้งบการเงินดุลดังนี้
Dr. เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ 1,000,000
Cr. ทุน 1,000,000
แนวทางแก้ไข
สิ่งที่ถูกต้องคือบริษัทต้องรวบรวมเงินจากผู้ถือหุ้นมาตามสัดส่วนการถือหุ้นของแต่ละคนและลงเงินมาที่บริษัทจริงจำนวน 1,000,000 บาท (เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัทและโอนเข้ามา) เพื่อไม่ให้เกิดบัญชีเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการอย่างผิดวัตถุประสงค์ โดยหากลงเงินอย่างถูกต้องจะบันทึกบัญชีใหม่เป็นดังนี้
Dr. เงินฝากธนาคาร 1,000,000
Cr. ทุน 1,000,000
การดึงเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัวโดยไม่ได้ทำเรื่องจ่ายเงินเดือน/ปันผล
ในกรณีกรรมการหรือผู้ถือหุ้นได้มีการดึงเงินออกไปใช้ส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท เงินที่ดึงออกไปนั้นจึงไม่สามารถลงเป็นค่าใช้จ่ายได้ นักบัญชีจึงมักลงบัญชีเงินที่ออกไป คู่กับ เงินให้กู้ยืมกรรมการ ดังนี้
Dr. เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ xxx
Cr. เงินฝากธนาคาร xxx
แนวทางแก้ไข
ควรแยกกระเป๋าเงินออกจากกันให้ชัดเจนระหว่างกระเป๋าเงินบริษัท และกระเป๋าเงินของ กรรมการหรือผู้ถือหุ้น ห้ามใช้เงินปนกันเด็ดขาด
เอกสารค่าใช้จ่ายบริษัทไม่ครบถ้วน
ในบางกรณีบริษัทจัดเก็บเอกสารไม่ดีทำให้ใบเสร็จรับเงิน ที่จ่ายซื้อสินค้า/บริการหายไป นักบัญชีจึงไม่ทราบว่าเงินที่ออกไปนั้นจ่ายไปเพื่อการใด จึงมาลงบัญชีเอาไว้ที่ เงินให้กู้ยืมกรรมการ เอาไว้ก่อน ดังนี้
Dr. เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ xxx
Cr. เงินฝากธนาคาร xxx
แนวทางแก้ไข
บริษัทจะต้องจัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการลงบัญชีให้ดีทุกรายการ ห้ามหาย เพื่อให้นักบัญชี สามารถลงบัญชีได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน
ผลกระทบและข้อควรระวังเมื่อมีเงินกู้ยืมกรรมการ
ความเสี่ยงด้านภาษี: ทำไมสรรพากรถึงเพ่งเล็ง?
โดยส่วนใหญ่แล้วบัญชีเงินกู้ยืมกรรมการในงบการเงิน มักไม่ได้เกิดจากวัตถุประสงค์หลักซึ่งเป็นการกู้ยืมกันจริงๆและมีสัญญา แต่มักจะเกิดจากสาเหตุอื่นตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งมันแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของระบบบัญชีที่ไม่ดี ความไม่มีระเบียบทางการเงินของกรรมการ/ผู้ถือหุ้น จึงทำให้สรรพากรเพ่งเล็งบริษัทที่มีบัญชีนี้โผล่มาในงบการเงินมากๆว่าเป็นกลุ่มบริษัทที่เสี่ยงทางด้านการจ่ายภาษี
นอกจากนี้บริษัทที่มีบัญชีเงินให้กู้ยืมกรรมการ จะมีความเสี่ยงในเรื่อง การประเมินดอกเบี้ยรับ (ทางภาษี) ซึ่งจะต้องเป็นไปตามอัตราตลาด และการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะให้ครบถ้วนอีกด้วย
ดอกเบี้ยรับ: บริษัทต้องคิดดอกเบี้ยจากกรรมการอย่างไรให้เหมาะสม
บริษัทจะต้องคิดดอกเบี้ยตามอัตราตลาด ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณีดังนี้
กรณีที่ 1 : บริษัทมีเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการโดยใช้เงินหมุนเวียนตัวเอง (ไม่มีเงินกู้ยืมทางฝั่งหนี้สินในงบการเงิน): ให้ใช้อัตรา “ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ” ของธนาคารพาณิชย์ ณ วันที่ให้กู้ยืม เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ
กรณีที่ 2 : บริษัทมีเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการโดยที่บริษัทมีเงินกู้ยืมจากแหล่งอื่น (มีเงินกู้ยืมทางฝั่งหนี้สินในงบการเงิน) : หากบริษัทไปกู้เงินธนาคารมา (เช่น มี OD หรือเงินกู้ Term Loan) แล้วเอาเงินนั้นมาให้กรรมการกู้ต่อ บริษัทต้องคิดดอกเบี้ยจากกรรมการ ไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่บริษัทจ่ายให้กับธนาคาร
ภาษีธุรกิจเฉพาะ: ภาษีที่มักถูกลืมเมื่อมีการกู้ยืมเงิน
บริษัทที่มีบัญชีเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ จะต้องมีการคิดดอกเบี้ยรับในทางภาษี ต้องอย่าลืมจ่ายภาษีธุรกิจเฉพาะ ในอัตรา 3.3% ของดอกเบี้ยรับ ด้วยแบบ ภธ.40
แนวทางจัดการและวิธีลดเงินกู้ยืมกรรมการให้ถูกกฎหมาย
การจ่ายเงินปันผลเพื่อล้างยอดเงินให้กู้ยืมกรรมการ
ในกรณีที่กรรมการหรือผู้ถือหุ้นดึงเงินออกไปจากบริษัทมากๆและมีบัญชีเงินให้กู้ยืมกรรมการโผล่มาในงบการเงิน ในทางบัญชีอาจใช้วิธีการจ่ายเงินปันผลออกเพื่อล้างบัญชีดังกล่าว โดยจะมีวิธีการบันทึกบัญชีดังนี้
Dr. เงินปันผลจ่าย xxx
Cr. เงินให้กู้ยืมกรรมการ xxx
หากเลือกวิธีนี้ทางบริษัทจะมีภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผล 10% ของยอดเงินที่จ่ายเงินปันผล
การส่งคืนเงินสดเข้าบริษัทเพื่อล้างยอดเงินกู้ยืมกรรมการ
หากบริษัทไม่ต้องการมีภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากการปันผล กรรมการหรือผู้ถือหุ้นอาจเลือกวิธีขอคืนเงินที่เอามากจากบริษัททั้งหมด เพื่อล้างยอดเงินกู้ยืมกรรมการ โดยจะมีวิธีการบันทึกบัญชีดังนี้
Dr. เงินฝากธนาคาร xxx
Cr. เงินให้กู้ยืมกรรมการ xxx
การจัดเก็บเอกสารให้เรียบร้อยและครบถ้วน
การจัดเก็บเอกสารให้เรียบร้อยและครบถ้วนสามารถแก้ไขปัญหาเงินกู้ยืมกรรมการที่เกิดจากกรณีไม่มีเอกสารให้บันทึกบัญชี จึงมาลงบัญชีไว้ที่เงินกู้ยืมกรรมการได้ เพราะนักบัญชีจะทราบบัญชีที่ถูกต้องในการบันทึกรายการจากเอกสาร
สรุป
“เงินกู้ยืมกรรมการ” ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหากมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ สิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดทำเอกสารให้ถูกต้อง, แยกกระเป๋าเงินของบริษัท และ กรรมการ/ผู้ถือหุ้นให้ชัดเจน, ใส่เงินลงมาจริงตอนจดทะเบียนบริษัท และคิดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร การละเลยเพียงจุดเล็กๆ อาจกลายเป็นภาระภาษีมหาศาลในอนาคต ดังนั้นเจ้าของธุรกิจควรหมั่นตรวจสอบงบการเงินและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนจัดการยอดคงค้างอย่างเหมาะสม
หากท่านใดยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเงินกู้ยืมกรรมการ ติดต่อมาได้ โทร. 0925863663 , 021245303 Facebook : Build Me Up Consultant Line : @bmu001


